วันนี้(6 พฤศจิกายน) มีรายงานจากชุดสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายหลังเปิดปฏิบัติการปูพรมตรวจค้นเป้าหมายรวม 4 จุดในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล พร้อมจับกุม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ตามหมายจับศาลอาญาในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฟอกเงิน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมถึงจับกุม อธิป อนันทวรรณ ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน
ผลการตรวจค้นเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบทรัพย์สินที่จดทะเบียนในชื่อของทั้งสองคน ทั้งบ้าน รถยนต์ และที่ดิน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการสืบสวนที่มีอยู่เดิม นอกจากนี้ยังพบเอกสารสัญญาการซื้อขายที่ดินและรถยนต์ ขณะที่ทรัพย์สินรายการอื่นๆ อยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียดทั้งระบบ
สำหรับเส้นทางการเงินที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ พบว่าบัญชีที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิมีทั้งหมด 3 บัญชี ได้แก่ บัญชีองค์กรทำดีโดย ปนัดดา วงศ์ผู้ดี, บัญชีมูลนิธิองค์กรทำดี และบัญชีสมทบทุนสร้างมูลนิธิองค์กรทำดีโดย ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ซึ่งพบความผิดปกติในลักษณะการโอนไขว้ไปมา ก่อนจะถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของปนัดดา และส่งต่อไปยังบัญชีส่วนตัวของอธิป นอกจากนี้ยังพบว่าหนึ่งในบัญชีของมูลนิธิมีเส้นทางการเงินโอนไปใช้สำหรับซื้อที่ดินเพื่อทำสนามเทรลในจังหวัดนครนายก
ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์ทราบแหล่งที่มาและการทำธุรกรรมซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีการระบุชื่อผู้ครอบครองอย่างชัดเจน และกรรมสิทธิ์เดิมเป็นที่ราชพัสดุซึ่งมีทหารขอใช้ประโยชน์ จึงต้องใช้เวลาตรวจสอบรายละเอียดก่อนดำเนินการอายัดที่ดิน อย่างไรก็ตาม สำหรับทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างภายในสนามเทรล หากพบว่ามีความผิด เจ้าหน้าที่จะสามารถดำเนินการอายัดได้ทันที
ในส่วนของการดำเนินคดี แม้เบื้องต้นอธิปจะถูกออกหมายจับเพียงข้อหาฟอกเงิน จากพฤติการณ์นำเงินบริจาคไปแปลงเป็นทรัพย์สินและใช้จ่ายในส่วนอื่น แต่ตำรวจอยู่ระหว่างการขยายผล หากพบพฤติการณ์เข้าข่ายร่วมกันฉ้อโกงก็จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในภายหลัง ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้ยืนยันคัดค้านการประกันตัวของทั้งปนัดดาและอธิป เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูงและเกรงว่าผู้ต้องหาจะเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
พร้อมกันนี้ ตำรวจเตรียมขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินและพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มกรรมการมูลนิธิ, กลุ่มช่างรับเหมา และกลุ่มบุคคลในพื้นที่ต่างๆ ที่รับโอนเงินจากบัญชีมูลนิธิซึ่งเป็นเครือข่ายของปนัดดา เพื่อพิจารณาอย่างละเอียดว่ามีความผิดปกติของเส้นทางการเงินที่เข้าข่ายการร่วมกันฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์หรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อว่าจะมีผู้เกี่ยวข้องเพียงเท่านี้ และจะเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินเชิงลึกต่อไป

