×

หุ้นไทยร่วง 6 วันรวด หลุด 1,500 จุด กลุ่มพลังงาน-อิเล็กฯ ฉุดครึ่งหนึ่งของการปรับลง จับตาผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และ GDP ไตรมาส 3

03.11.2026
กราฟแสดงความเคลื่อนไหวดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงหลุดระดับ 1,500 จุด

ดัชนี SET ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 และหลุดระดับจิตวิทยา 1,500 จุด ลงมาเคลื่อนไหวแถว 1,490 จุด ในวันนี้ (3 พฤศจิกายน) หลังจากปิดตลาดวันก่อนหน้าที่ 1,507.20 จุด ลดลง 11.39 จุด หรือ 0.75% โดยนับตั้งแต่เริ่มปรับฐานรอบนี้ SET ลดลงมาแล้วราว 6%

 

 

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า ขณะนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ Tech Sell-off หรือการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยดัชนี Nasdaq ของสหรัฐฯ ปรับตัวลงมาแล้วราว 10%

 

พลังงาน-อิเล็กฯ ฉุด SET ครึ่งหนึ่ง

 

สรพลระบุว่า ราวครึ่งหนึ่งของการปรับลงของ SET มาจาก 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มพลังงาน ซึ่งเผชิญ Policy Risk และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับผลกระทบทั้งจาก Sentiment และงบการเงิน

 

ข้อมูลจาก บล.ทรีนีตี้ ชี้ว่า ในรอบ 1 สัปดาห์ (26 ตุลาคม-2 พฤศจิกายน) ดัชนีกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) ร่วงลง 16% นำโดย DELTA ที่ลดลง 17% และ CCET ลดลง 13% ขณะที่กลุ่มพลังงาน (ENERG) ลดลง 3% โดยหุ้นโรงกลั่นอย่าง BCP และ TOP ลดลง 11% และ 10% ตามลำดับ

 

ทรีนีตี้ประเมินว่า SET ยังมีโอกาสถูกกดดันในช่วงเปิดตลาดวันนี้ จากกลุ่ม Oil & Gas ที่อาจปรับลงตามราคาน้ำมัน ประกอบกับ Risk Sentiment ภายนอกที่ยังไม่ดีขึ้น โดยดัชนี Nasdaq เมื่อคืนปรับลง 1.07% และดัชนีหุ้นเอเชียเหนือเช้านี้ปรับลงราว 1.0-2.5% ซึ่งอาจกดดันบรรยากาศหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทย และเนื่องจากทั้ง 2 กลุ่มมีน้ำหนักมากในดัชนี จึงมีโอกาสที่ SET จะลงไปทดสอบหรือหลุดระดับ 1,500 จุด

 

ตะวันออกกลาง-เลือกตั้งสหรัฐฯ ดันเงินโยกจากหุ้นเข้าพันธบัตร

 

สรพลระบุว่า ภาพใหญ่ที่กดดันตลาดมาจาก 2 ปัจจัย คือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้เกิดภาวะ Rotation หรือการโยกย้ายเม็ดเงินออกจากตลาดหุ้นเข้าสู่ตลาดพันธบัตร เนื่องจากตลาดมองว่าผลการเลือกตั้งทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาของสหรัฐฯ อาจเป็น Headwind ต่อตลาดหุ้น

 

สอดคล้องกับมุมมองของ บล.ทรีนีตี้ ในบทวิเคราะห์ประจำวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ยังคาดว่าการโยกย้ายเม็ดเงินจากตลาดหุ้นเข้าสู่ตลาดบอนด์มีโอกาสดำเนินต่อไป อย่างน้อยในช่วงแรกของเดือนพฤศจิกายน ซึ่งยังมีปัจจัยสนับสนุนอย่างการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ รออยู่

 

อีกปัจจัยที่กดดันหุ้นเทคคือผลประกอบการ สรพลมองว่างบการเงินรอบนี้ของบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Meta, Google และ Intel มีตำหนิในบางจุด ไม่ว่าจะเป็นรายได้ กระแสเงินสด (Cash Flow) หรือ Guidance ขณะเดียวกัน ขนาดของกำไรที่ออกมาดีกว่าคาดก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจเซอร์ไพรส์ได้เพียง 5-10% เท่านั้น

 

สรพลมองว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่จะทราบในวันพรุ่งนี้ (4 พฤศจิกายน ตามเวลาไทย) จะเป็นตัวแปรสำคัญ หากพรรคเดโมแครตได้เสียงข้างมากเพียงสภาเดียว ตลาดอาจรีบาวด์ได้ เนื่องจากขณะนี้ตลาดคาดการณ์ไว้แล้วว่าเดโมแครตจะชนะทั้ง 2 สภา

 

สรพลให้แนวรับรอบนี้ไว้ 2 ระดับ คือ 1,490 จุด และ 1,444 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,520 จุด ขณะที่ บล.ทรีนีตี้ ให้แนวรับวันนี้ที่ 1,496 จุด และแนวต้าน 1,527 จุด

 

อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือการรายงานตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) โดยสรพลมองว่าสิ่งที่มีโอกาสได้เห็นคือการปรับคาดการณ์ GDP ซึ่งจะมีความสำคัญมาก เพราะตลาดยังไม่ได้ให้น้ำหนักกับประเด็นนี้ และหากมีการปรับเพิ่มคาดการณ์ (Revise Up) ก็มีแนวโน้มสูงมาก

 

ทรีนีตี้แนะคงน้ำหนัก เก็งกำไรโรงไฟฟ้า SPP

 

ด้าน บล.ทรีนีตี้ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบร่วงลงแรงเมื่อวานนี้ โดยราคา Brent ปิดที่ 104.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 7.63% จากวันทำการก่อนหน้า หลังตลาดเล่นข่าวสหรัฐฯ และอิหร่านพร้อมเจรจาสันติภาพ ภายหลังประธานาธิบดีอิหร่านกล่าวว่ารัฐบาลได้รับอำนาจเพิ่มเติมจากผู้นำสูงสุดของประเทศในการเจรจา ขณะที่ประธานาธิบดี Donald Trump ส่งสัญญาณว่าการเจรจามีความคืบหน้า อย่างไรก็ตาม ทรีนีตี้ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่นักลงทุนจะยังอยู่ในภาวะ Risk-off และโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรต่อเนื่อง

 

บล.ทรีนีตี้ ยังคงมุมมอง Conservative ในช่วงแรกของเดือน และแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยไว้ที่ระดับเดิมไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะเริ่มนิ่งขึ้น พร้อมระบุว่าตราบใดที่ Sentiment โดยรวมยังติดลบ ปัจจัยด้าน Valuation อาจยังไม่มีความสำคัญมากนักในการประเมิน Downside ของ SET

 

ในทางกลับกัน กลุ่มที่อาจเห็นแรงเก็งกำไรคือกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) อย่าง BGRIM และ GPSC จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลงแรงและทิศทาง Bond Yield ที่ยังเป็นขาลงในระยะสั้น


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories