วันนี้ (2 พ.ย.) ที่กระทรวงยุติธรรม รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องภายใต้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 (กฎหมายนิรโทษกรรม) เปิดเผยความคืบหน้าหลังการประชุมนัดแรกว่า ได้มีการวางกรอบพิจารณาหลักการ ข้อยกเว้น และกระบวนการทางกฎหมาย โดยขณะนี้มีคำร้องเข้าสู่การพิจารณา 3-4 เรื่องใหญ่ มีทั้งกรณีที่ศาลตัดสินแล้ว กรณีที่ต้องส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกรณีที่ต้องชงเรื่องให้คณะกรรมการชุดใหญ่
ประเด็นสำคัญ
คณะอนุกรรมการฯ วางกรอบเวลาทำงานไว้ 180 วัน นับจากการประชุมครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 20 มีนาคม 2570 โดยกฎหมายเปิดช่องให้ขยายเวลาได้ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน แต่เป้าหมายหลักคือการจบทุกกระบวนการใน 180 วัน เพื่ออำนวยความยุติธรรมและปูทางสู่สังคมสันติสุข ทั้งนี้ ปัญหาที่พบคือสถิติคดีการเมืองจากหน่วยงานต่างๆ ยังไม่ตรงกัน ซึ่งฝ่ายเลขานุการกำลังเร่งรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนที่สุด
นิรโทษกรรมคือ ‘จุดเริ่มต้น’ ปรองดอง ไม่ใช่การล้างมลทิน
รศ.ดร.ยุทธพร อธิบายว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการล้างมลทินที่ต้องตราพระราชกฤษฎีกา แต่เป็นเพียงการ ‘ล้างประวัติ’ เท่านั้น โดยคำสั่งของคณะกรรมการถือเป็นที่สุดเฉพาะใน ‘ฝ่ายปกครอง’ ซึ่งหมายความว่าผู้ร้องหรือผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่เห็นด้วยกับมติ ยังคงมีสิทธิ์นำเรื่องฟ้องต่อศาลปกครองได้ตามปกติ
“การนิรโทษกรรมไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความขัดแย้ง แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องอาศัยกลไกอื่นๆ ควบคู่กันไป โดยเฉพาะการสื่อสารสาธารณะเพื่อเปิดพื้นที่พูดคุย” รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว พร้อมระบุว่า คณะกรรมการชุดใหญ่ยังมีหน้าที่จัดทำรายงานข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความปรองดองในอนาคต รวมถึงรวบรวมข้อจำกัดที่กฎหมายฉบับนี้ยังครอบคลุมไม่ถึง
ส่วนประเด็นผู้สูญหายในช่วงรัฐประหารและการทำงานของ คสช. นั้น รศ.ดร.ยุทธพร ระบุว่ายังไม่มีการพูดคุยในชั้นอนุกรรมการฯ เนื่องจากเป็นประเด็นที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการชุดใหญ่ที่จะพิจารณาแนวทางต่อไป
ปัดข่าวดีลลับ-ไร้ใบสั่ง ยันยังไม่มีคำร้อง ‘ทักษิณ’
สำหรับกระแสข่าวที่ว่า ทักษิณ ชินวัตร ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิตามกฎหมายนิรโทษกรรม รศ.ดร.ยุทธพร ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่มีคำร้องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา และปฏิเสธข่าวลือที่ระบุว่าคณะกรรมการฯ ได้ทำความเห็นล่วงหน้าส่งไปให้ อนุทิน ชาญวีรกูล แล้ว โดยย้ำว่าทุกอย่างดำเนินการตามข้อเท็จจริง ไร้แรงกดดัน และไม่มีการดีลลับเพื่อแลกโหวตในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจตามที่มีการเชื่อมโยง
ส่วนประเด็นที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ระบุถึงการขอลบประวัติอาชญากรรมของทักษิณนั้น รศ.ดร.ยุทธพร ชี้แจงว่า กฎหมายมาตรา 8 วรรคท้าย ระบุให้การบันทึกประวัติอาชญากรรมสิ้นผลและไม่สามารถนำมาใช้เป็นโทษได้อีก โดยมีผลบังคับใช้อัตโนมัติตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 กองทะเบียนประวัติอาชญากรรมจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้คณะกรรมการวินิจฉัย
ในช่วงท้าย รศ.ดร.ยุทธพร ยืนยันว่าคณะกรรมการฯ ไม่กังวลต่อการถูกฟ้องร้องมาตรา 157 หากมีการอนุมัตินิรโทษกรรมในอนาคต เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองการทำงานของคณะกรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต โดยการพิจารณาตามมาตรา 7 จะยึดหลักเกณฑ์สำคัญว่า การกระทำนั้นต้องมีมูลเหตุหรือแรงจูงใจจากการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมืองอย่างแท้จริงเท่านั้น

