Gen Z คือคนรุ่นที่เริ่มเก็บเงินและลงทุนเร็วกว่าคนรุ่นก่อนหน้า แต่กลับเต็มไปด้วยความกังวลเรื่องเงิน ทั้งกลัวว่า AI จะแย่งงาน, กลัวว่าจะไม่มีวันซื้อบ้านได้, กลัวว่าจะหมดตัวเพราะต้องดูแลพ่อแม่, กลัวว่าจะตามเพื่อนไม่ทัน และกลัวว่าจะไม่มีวันได้เกษียณ
โนอาห์ ไชด์โลเวอร์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสด้านเศรษฐกิจของ Business Insider ที่ติดตามเรื่องการเกษียณ, สังคมสูงวัย และตลาดแรงงาน ใช้เวลาหลายเดือนคุยกับคนอเมริกันรุ่นใหม่หลายสิบคน เพื่อหาคำตอบว่าความกังวลนี้มาจากไหน และเขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เจอปัญหานี้กับตัว
คำตอบที่คนส่วนใหญ่ซึ่งเขาคุยด้วยเห็นตรงกัน ทั้งคนรุ่นใหม่, คนรุ่นก่อน และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน คือโซเชียลมีเดียดันความคาดหวังที่คนรุ่นใหม่มีต่อตัวเองให้สูงเกินจริง จนคนที่ทำได้ดีอยู่แล้วก็ยังรู้สึกว่าตัวเอง ‘ไม่เคยดีพอ’
ประเด็นสำคัญ
ตัวเลขบอกว่า Gen Z การเงินดีกว่าคนรุ่นก่อน แต่มีเพียง 5% ที่รู้สึกพอใจ
ถ้าดูแค่ตัวเลข Gen Z ซึ่งปัจจุบันอายุระหว่าง 14-29 ปี ถือว่ามีจุดเริ่มต้นทางการเงินที่ไม่เลวเลย เพราะคนรุ่นนี้เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุเฉลี่ย 19 ปี เร็วกว่ามิลเลนเนียลถึง 6 ปี
ผลศึกษาของ Vanguard ซึ่งวิเคราะห์จากข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ พบว่าคนทำงานรุ่น Gen Z ราว 47% อยู่ในฐานะที่จะเกษียณได้อย่างมั่นคง สูงกว่า Baby Boomer ที่อยู่ที่ 40% ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาเซนต์หลุยส์ประเมินว่า ครอบครัวมิลเลนเนียลและ Gen Z รุ่นโตมีความมั่งคั่งมากกว่าที่ Baby Boomer เคยมีในวัยเดียวกันเฉลี่ย 35% หลังหักผลของเงินเฟ้อแล้ว และ Gen Z รุ่นเล็กก็มีแนวโน้มจะไปในทางเดียวกัน
แต่ตัวเลขฝั่งความรู้สึกกลับออกมาคนละทาง ผลสำรวจของ Edward Jones พบว่ามี Gen Z เพียง 5% ที่รู้สึก ‘พอใจกับการเงินของตัวเอง’ ซึ่งหมายถึงจุดที่สถานะการเงินไปในทางเดียวกับคุณค่าและเป้าหมายในชีวิต ส่วน American Psychological Association ก็พบว่าคนอเมริกันรุ่นใหม่รายงานระดับความเครียดสูงกว่าคนรุ่นก่อน โดยผู้เชี่ยวชาญบางส่วนชี้ไปที่เงินเฟ้อ, ผลกระทบที่ยังหลงเหลือจากโควิด-19 และปัญหาด้านการรักษาพยาบาล
ไชด์โลเวอร์เรียกสภาพนี้ว่า ‘financial vibecession’ หรือภาวะเศรษฐกิจถดถอยในความรู้สึก คือตัวเลขการเงินไม่ได้แย่ แต่ความรู้สึกกลับบอกว่าแย่
ไชด์โลเวอร์ในวัย 25 ปี ซึ่งรับงานเขียนคำถามเกมตอบปัญหาเป็นงานเสริมด้วย รู้จักความรู้สึกนี้ดี เพราะตลอดช่วงมหาวิทยาลัยเขาทำงานพร้อมกัน 3 งาน, เก็บใบเสร็จทุกใบตอนฝึกงานปีสุดท้าย และเคยใช้เงินซื้อของกินเพียง 14 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 472 บาท) โดยตั้งใจให้อยู่ได้ 1 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น ควบคู่กับอาหารฟรีที่ออฟฟิศ
เขายอมรับว่าตัวเองโชคดีที่มีโอกาสเก็บเงิน เพราะพ่อแม่ช่วยจ่ายค่าเล่าเรียนที่ได้ส่วนลดมากอยู่แล้ว และปี 2566 เขาก็เก็บเงินได้ทะลุ 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.37 ล้านบาท) ตามเป้าที่ตั้งไว้หลายปี พร้อมได้งานประจำ
แต่เขากลับไม่ยอมให้ตัวเองดีใจกับความสำเร็จนั้น เพราะเงินอีก 1 แสนดอลลาร์สหรัฐก้อนถัดไปดูสำคัญกว่า และถ้าไม่มีก้อนนั้นเขาก็ไม่รู้สึกปลอดภัย แม้ตลอดปีที่ผ่านมาเขาจะตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตกับผลจากการทำงานหนักให้มากขึ้น แต่เสียงในหัวที่บอกว่า ‘กำลังตามคนอื่นไม่ทัน’ ก็ยังไม่หายไป และเขายังรู้สึกผิดทุกครั้งที่ซื้อของที่ไม่จำเป็น

ความกังวลมีเหตุผลรองรับ เพราะทั้งบ้าน งาน และเงินออมล้วนหายากขึ้น
ความกังวลของคนรุ่นนี้ไม่ได้มาจากความรู้สึกล้วนๆ เพราะต้นทุนชีวิตหลายด้านแพงขึ้นจริง ข้อมูลของ Zillow ระบุว่าราคาบ้านทั่วสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 45% ในช่วง 5 ปีนับตั้งแต่ปี 2563 ขณะที่ค่าการศึกษาและค่าดูแลเด็กก็สูงขึ้นแม้จะหักเงินเฟ้อแล้ว
ตลาดงานก็ยากขึ้นเช่นกัน งานระดับเริ่มต้นมีการแข่งขันสูงกว่าเดิม และหลายอุตสาหกรรมต้องการทักษะเฉพาะทางมากขึ้น โดยอัตราว่างงานของบัณฑิตจบใหม่อยู่ที่ราว 5.6% สูงกว่าคนทำงานทั้งหมดที่ 4.2% ส่วนสัดส่วนบัณฑิตจบใหม่ที่ต้องทำงานซึ่ง ‘ไม่ต้องใช้วุฒิปริญญาตรี’ สูงถึง 42% เทียบกับ 33.7% ของผู้จบปริญญาตรีทั้งหมด
ผลที่ตามมาคือหลายคนยังเริ่มออมไม่ได้ ผลศึกษาของ Bank of America พบว่า 43% ของ Gen Z บอกว่ายังไม่น่าจะเริ่มเก็บเงินเพื่อเกษียณได้จริงจังภายใน 5 ปีข้างหน้า และ 55% ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินพอใช้ 3 เดือน ขณะที่ผลสำรวจของ Northwestern Mutual พบว่าเกือบ 3 ใน 4 ของผู้ใหญ่รุ่น Gen Z เลื่อนก้าวสำคัญในชีวิตอย่างน้อย 1 อย่างออกไปเพราะเรื่องเงิน
มาเรีย อัลดริช วัย 26 ปี ที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กทางตอนเหนือของรัฐนิวยอร์ก เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนี้ เธอหางานที่มั่นคงตรงกับสาขาที่เรียนมาไม่ได้ จึงหันมาเป็นนักเขียนเต็มเวลาไปพร้อมกับใช้หนี้เงินกู้เพื่อการศึกษากว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.37 ล้านบาท) ขณะที่ช่วงก่อนหน้านี้เธอมีรายได้เพียงเดือนละ 1,000-4,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.4 หมื่น-1.35 แสนบาท)
เธอนิยามวิธีคิดเรื่องเงินของตัวเองว่าเป็นแค่การ ‘เอาตัวรอด’ และแม้จะรู้มาตลอดว่าต้องใช้หนี้ แต่ก็สงสัยว่าคนรุ่นก่อนอาจไม่เข้าใจสภาพแวดล้อมที่บีบคั้นที่ Gen Z ต้องเจอ “ฉันกำลังหาความรู้สึกว่าชีวิตเป็นปกติ ด้วยการมีเงินเก็บเพื่อเกษียณและสวัสดิการ” เธอกล่าว
อีกสัญญาณคืองานประจำงานเดียวเริ่มไม่พอ ผลสำรวจคนอเมริกันของ Goldman Sachs Asset Management ร่วมกับบริษัทเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม Escalent ช่วงเดือนกรกฎาคม พบว่ากว่า 60% เคยหารายได้นอกเหนือจากงานหลัก ส่วนใหญ่เพราะจำเป็น โดย Gen Z คือกลุ่มที่ทำแบบนี้มากที่สุด ตามมาด้วยมิลเลนเนียล ทั้งที่คนส่วนใหญ่ในสองรุ่นนี้บอกว่างานหลักให้ความมั่นคงทางการเงินอยู่แล้ว
รายงานของ Goldman Sachs สรุปว่างานประจำยังสำคัญต่อความมั่นคงหลังเกษียณ แต่สำหรับคนอเมริกันจำนวนมาก ‘งานประจำอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป’ และผลสำรวจเดียวกันยังพบว่า 83% ของ Gen Z เคยพักเป้าหมายการเงินสำคัญไว้ก่อน โดย 35% เลื่อนการเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน และ 34% เลื่อนเป้าหมายเรื่องบ้าน
อย่างไรก็ตาม ไชด์โลเวอร์ก็ชี้ว่ามีเหตุผลให้มองโลกในแง่ดีอยู่เช่นกัน ทั้งการที่คนรุ่นนี้เริ่มออมและลงทุนเร็ว, มีโอกาสหารายได้เสริมมากกว่าเดิม และค่าจ้างที่ปรับขึ้น
รายได้ยิ่งสูง ความกังวลกลับไม่ได้ลดลงตาม
ความกังวลเรื่องเงินไม่ได้ลดลงตามรายได้อย่างที่หลายคนคิด ผลสำรวจของ Goldman Sachs ชุดเดียวกันพบว่า คนที่มีรายได้ต่ำกว่าปีละ 5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.69 ล้านบาท) ราว 61% บอกว่าใช้ชีวิตแบบ ‘เดือนชนเดือน’ คือเก็บเงินหรือขยับเข้าใกล้เป้าหมายระยะยาวได้ยาก ตัวเลขนี้ลดลงเหลือ 22% ในกลุ่มรายได้ 1-2 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.37-6.75 ล้านบาท) แต่กลับขยับขึ้นไปถึงราว 37% ในกลุ่มที่มีรายได้เกิน 5 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16.87 ล้านบาท)
รายงานเรียกรูปแบบนี้ว่า ‘รูปตัว U’ เพราะความมั่นคงทางการเงินที่คนรู้สึกไม่ได้เพิ่มเป็นเส้นตรงตามรายได้ โดยคนที่อยู่ปลายทั้งสองข้างเจอปัญหาต่างกัน คนรายได้น้อยดิ้นรนกับเรื่องพื้นฐาน ส่วนคนที่มีรายได้เกิน 3 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10.12 ล้านบาท) มีชีวิตการเงินที่ซับซ้อนกว่า, คาดหวังกับไลฟ์สไตล์สูงกว่า, มีภาระที่ต้องจ่ายประจำมากกว่า และมีช่องว่างที่กว้างกว่าระหว่างชีวิตหลังเกษียณที่วาดฝันไว้กับเงินที่คิดว่าเก็บได้จริง
คริส ซีเดอร์ นักกลยุทธ์อาวุโสด้านการเกษียณของ Goldman Sachs Asset Management มองว่าอีกปัจจัยคือ ‘lifestyle creep’ หรือการที่ค่าใช้จ่ายค่อยๆ ขยับขึ้นตามรายได้ และกลุ่มรายได้สูงสุดก็เป็นกลุ่มที่บอกว่าต้องเลื่อนการเกษียณออกไปมากที่สุดถึง 45%
ไชด์โลเวอร์พบภาพเดียวกันจากการสัมภาษณ์ คนรายได้สูงหลายคนต้องรับมือกับค่าใช้จ่ายที่ขยับตามรายได้, อยู่ในเมืองค่าครองชีพแพง และยังต้องใช้หนี้ค่าเรียนปริญญาโทหรือเอก ที่สำคัญคือพวกเขามักตั้งนิยามความสำเร็จไว้สูงมาก บางคนบอกว่าความสำเร็จคือการได้ทำงานที่รักและมีเงินพอใช้ชีวิต แต่อีกหลายคนบอกว่าต้องตั้งบริษัทเอง, มีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยไปไกล หรือได้เป็นผู้บริหารระดับสูงก่อนอายุ 30 ปี

บางคนยอมรับว่ามีภาวะที่เรียกกันว่า ‘money dysmorphia’ คือรู้สึกว่าตัวเองจน เพราะเอาไปเทียบกับคนที่หาเงินได้มากกว่าตัวเองหลายเท่า
เอ็มมา เออร์วิน วัย 27 ปี เรียนจบปริญญาตรีภายใน 3 ปี แล้วย้ายไปมาระหว่างเมืองที่ค่าครองชีพต่ำระหว่างสร้างเส้นทางอาชีพสายการตลาดแบรนด์ ปัจจุบันเธออยู่ที่มินนีแอโพลิส มีรายได้เกือบปีละ 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.37 ล้านบาท) แต่กลับรู้สึกว่าใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน
เธอบอกว่าค่าอาหารที่แพงขึ้น, การย้ายบ้านบ่อย และงานอดิเรก ทำให้รู้สึกไม่มั่นคง แม้ชีวิตด้านอื่นจะเติมเต็มก็ตาม และแม้จะส่งเงินเข้าบัญชีออมเพื่อเกษียณทั้ง 401(k) และ Roth IRA อยู่แล้ว เธอก็ยังกังวลว่าอาจไม่ได้เกษียณอย่างสบาย ขณะที่ความฝันจะมีฟาร์มดูแลสัตว์ในหุบเขาฮัดสันก็ ‘แพงจนน่าจะเป็นไปไม่ได้’
ซอนยา ลัตเตอร์ ผู้อำนวยการด้านสุขภาวะทางการเงินของมหาวิทยาลัย Texas Tech บอกว่าเป็นเรื่องปกติมากที่คนรายได้สูงจะรู้สึกกดดันอย่างหนักว่าต้องเก็บเงิน ขณะที่คนรายได้สูงบางคนที่ไชด์โลเวอร์คุยด้วยก็เล่าว่า ความเครียดของพวกเขาเปลี่ยนจาก ‘การเอาตัวรอด’ ไปเป็นการรักษาไลฟ์สไตล์และทรัพย์สินที่มีอยู่ จนรู้สึกว่าต้องเก็บทุกดอลลาร์ไว้ให้ได้ โดยลัตเตอร์มองว่ามักต้องมีเหตุการณ์ที่ทำให้สะดุ้งตื่นก่อน คนถึงจะถอยออกมาแล้วจัดลำดับว่าอะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต
ที่แปลกกว่านั้นคือคนรายได้สูงกลับเป็นกลุ่มที่หางานเสริมมากที่สุด ผลสำรวจของ ZipRecruiter พบว่าคนรายได้เกินปีละ 1.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.06 ล้านบาท) ราว 45% มีงานเสริม เทียบกับ 31% ในกลุ่มรายได้ 2.5-5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.4 แสน-1.69 ล้านบาท) ซึ่งซีเดอร์มองว่าคนกลุ่มนี้ค่อนข้างมั่นใจว่าจะเกษียณได้ แต่ใช้รายได้เสริมเป็นส่วนหนึ่งของเงินเก็บเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น
โซเชียลมีเดียทำให้ทุกการใช้จ่ายกลายเป็นความรู้สึกผิด
แม้ความกังวลเรื่องเงินจะไม่ได้เกิดกับคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่อย่างที่หลายคนเห็นตรงกัน โซเชียลมีเดียคือสิ่งที่ทำให้ความกังวลของคนรุ่นนี้หนักขึ้น
Gen Z ที่มีความทะเยอทะยานบอกไชด์โลเวอร์ว่าพวกเขาเจอคอนเทนต์การเงินส่วนบุคคลบนโซเชียลมีเดียตลอดเวลา ทั้งเคล็ดลับใหม่ที่ช่วยเก็บเงินเพิ่มอีก 10 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 337 บาท), วิธีใช้บัตรเครดิตสะสมแต้มให้ได้มากขึ้น หรือ TikToker ที่ทำให้รู้สึกผิดว่าตัวเองยังจัดการเงินได้ไม่เก่งพอ
คำแนะนำที่หลายครั้งขัดกันเอง ทำให้หลายคน ‘วางแผนครั้งเดียวแล้วปล่อยให้ระบบทำงานเอง’ ไม่ได้ และทำให้การตัดสินใจในชีวิตประจำวันกลายเป็นเรื่องหนัก ตัวอย่างเช่นการกดซื้อตั๋วคอนเสิร์ตราคา 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,748 บาท) จะยากขึ้นทันที ถ้ารู้ว่าเงินก้อนนี้อาจโตเป็น 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.69 แสนบาท) หากเอาไปลงทุนอย่างถูกวิธี ส่วนเงิน 50 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,687 บาท) ที่ประหยัดได้จากการซื้อเสื้อผ้ามือสอง ก็อาจงอกเงยเป็นทริปเที่ยวในฝันหลังเกษียณได้
สำหรับไชด์โลเวอร์ ความกังวลส่วนหนึ่งมาจากงานของตัวเอง เขายอมรับว่าการทำข่าวการเงินส่วนบุคคลแต่ยังกังวลเรื่องเงินอยู่เอง ยิ่งทำให้กังวลหนักขึ้น เพราะเขารู้เรื่องการจัดการเงินมากกว่าคนรุ่นเดียวกันส่วนใหญ่ แต่บางครั้งก็เอาความรู้นั้นมาใช้กับตัวเองไม่ได้
ปีที่แล้วเขาสัมภาษณ์คนอายุเกิน 80 ปีถึง 200 คน หลายคนยังทำงานก่อสร้างบ้าน, เข้ากะดึกเป็นพยาบาล หรือยอมเสียสุขภาพเพื่อจ่ายบิล และปีนี้ก็ยังคุยกับคนอเมริกันสูงวัยที่ลำบากเรื่องเงินอีกมาก ทั้งปู่ย่าตายายที่ต้องเลี้ยงหลาน และคนที่ต้องจ่ายค่าดูแลระยะยาวหลักแสนดอลลาร์สหรัฐ (ตั้งแต่ราว 3.37 ล้านบาทขึ้นไป) ยิ่งฟังเรื่องเหล่านี้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งกระวนกระวาย
อีกด้านหนึ่ง โลกออนไลน์ยังทำให้คนรุ่นใหม่มี ‘แพะรับบาป’ ประจำรุ่น นั่นคือ Baby Boomer ซึ่งถูกมองว่าได้ประโยชน์จากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ขึ้นและบำนาญที่การันตีรายได้ แล้วก็ปิดทางไม่ให้คนรุ่นหลังตามขึ้นมาได้
แต่ไชด์โลเวอร์มองว่าวิธีคิดแบบนี้ไม่ช่วยอะไร เพราะการตำหนิหัวหน้าวัย 60 ปีว่าไม่ยอมเกษียณ หรือเหมารวมว่าคนวัย 70 ปีรวยทุกคน ไม่ได้ทำให้เงินในบัญชีเพิ่มขึ้นเลย

เจด วอร์ชอว์ ผู้ร่วมดำเนินรายการพอดแคสต์การลงทุน The Ramsey Show ชี้ว่าเทียบคนแต่ละรุ่นกันไม่ได้ เพราะแต่ละรุ่นเจอสภาพเศรษฐกิจคนละแบบ ซึ่งหล่อหลอมพฤติกรรมและวิธีคิดเรื่องเงินต่างกัน โดยยกตัวอย่างแม่ของเธอเองที่ผ่านทั้งเงินเฟ้อในยุค 70, การคว่ำบาตรน้ำมัน และตลาดอสังหาริมทรัพย์ในยุค 80 ที่ดอกเบี้ยสูงถึง 18%
ไชด์โลเวอร์ย้ำว่าต้องไม่ลืมว่าประสบการณ์ของคนรุ่นนี้ต่างกันมาก เพราะ Gen Z ในสหรัฐฯ มีมากกว่า 71 ล้านคน บางคนต้องดิ้นรนเพื่อให้พอมีความมั่นคง บางคนเคยตัดสินใจเรื่องเงินผิดพลาด, ต้องเผชิญความอับอายจากการตกงาน หรือต้องแบกหนี้การศึกษา ซึ่งลัตเตอร์ก็เตือนในทำนองเดียวกันว่าการเหมารวมคนทั้งรุ่นไว้ใน ‘กล่องใบเดียว’ เป็นเรื่องที่สร้างความเสียหาย
ทางออกเริ่มจากการเลิกหาเหตุผลมารองรับทุกการใช้จ่าย
มิคาลา มัวร์เรช วัย 28 ปี เลือกจ้างโค้ชการเงินหลังกังวลเรื่องเงินมาหลายปี เพื่อช่วยวางเป้าหมายระยะยาวอย่างการซื้อบ้าน เธอมีรายได้ปีละหลักแสนดอลลาร์สหรัฐช่วงต้นๆ (กว่า 3.37 ล้านบาท) ในฟิลาเดลเฟีย กำลังใช้หนี้เกือบ 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.37 ล้านบาท) และส่งเงินเข้าบัญชีเกษียณให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
เธอบอกว่าการมีคนช่วยนำทางเรื่องการตัดสินใจทางการเงินเหมือนได้บำบัดใจ และทำให้รู้สึกมั่นคงขึ้น โดยเฉพาะหลังเคยเห็นไม่ตรงกับพ่อแม่เรื่องเงิน “พ่อเคยบอกว่า ลูกหาเงินได้ขนาดนี้ น่าจะซื้อบ้านได้แล้ว ฉันก็บอกพ่อไปว่าไม่ได้ง่ายขนาดนั้น” เธอกล่าว
ลัตเตอร์มองว่าสิ่งที่ต้องทำคือการปรับเป้าหมายและความคาดหวังทั้งในตอนนี้และอนาคต ให้ตรงกับตัวตนของตัวเองมากขึ้น
อีกแนวทางที่คนรุ่นใหม่เลือกใช้คือการไม่ฝากความมั่นคงไว้กับงานเดียว แต่สร้างรายได้หลายทางพร้อมกัน ทั้งงานประจำ, งานเสริม และงานเขียนจดหมายข่าว ซึ่งเจเนล อับราฮามี โค้ชด้านอาชีพ อธิบายผ่าน TikTok ว่าการกระจายรายได้ออกจากงานประจำงานเดียว จะช่วยป้องกันแรงกระแทกทั้งด้านอารมณ์และการเงิน หากวันหนึ่งงานประจำมีความเปลี่ยนแปลง
ส่วนไชด์โลเวอร์เลือกวิธีที่ต่างออกไป เขาสรุปว่าถ้าการรู้เรื่องการเงินมากขึ้นทำให้กังวลหนักขึ้น ทางออกของเขาคือการวางเรื่องนั้นลงบ้างแล้วใช้ชีวิตให้มากขึ้น แม้จะรู้ดีว่า Gen Z จำนวนมากทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะยังต้องดิ้นรนเพื่อให้มีความมั่นคงขั้นพื้นฐาน
เขาเริ่มจากการลดเวลาไถดูข่าวร้ายเรื่องการเงิน, จำกัดการส่องโปรไฟล์คนอื่นบน LinkedIn, คุยเรื่องเงินกับเพื่อนอย่างเปิดใจมากขึ้น และเลิกหาเหตุผลมารองรับทุกการใช้จ่าย จากเดิมที่ปีที่แล้ว ถ้ารับงานเขียนคำถามเกมตอบปัญหาได้เงินเพิ่ม 50 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,687 บาท) เขาถึงจะยอมให้ตัวเองไปกินข้าวนอกบ้าน
เขายอมรับว่าคงไม่มีวันเลิกคำนวณเรื่องเงินอย่างละเอียดที่กำกับชีวิตมาตลอดได้ทั้งหมด แต่ก็เริ่มมองเห็นทางที่จะก้าวต่อไป
ช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ระหว่างเดินฝ่าฝนอยู่บนถนนในโตเกียว เขาเปิดบัญชีธนาคารดูว่าสัปดาห์นั้นใช้เงินไปเท่าไร หัวใจเต้นแรงตอนเห็นตัวเลข แต่ก็รู้ว่ายังอยู่ในงบที่ตั้งไว้ พอเข้าร้านราเมนวันนั้น เขาจึงปิดเสียงในหัว เปิดเมนู แล้วสั่งชามที่แพงที่สุดในร้าน
สำหรับเขา บทเรียนที่ได้คือคนรุ่นนี้มักคาดหวังกับตัวเองสูงเกินไป และทุกคนควรหาจังหวะให้รางวัลตัวเองบ้าง ต่อให้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม
หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.74 บาท ณ วันที่ 23 ตุลาคม 2569
ภาพ: rblfmr / Shutterstock, Shyntartanya / Shutterstock, DisobeyArt / Shutterstock, SasinP / Shutterstock
อ้างอิง:

