เช้าวันที่ 26 สิงหาคม มวลน้ำแข็ง หิน และตะกอนบนเทือกเขาหิมาลัยพังลงสู่หุบเขา ก่อนนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลันและความเสียหายต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายแดน Nepal-Tibet
นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้สรุปว่า Climate Change เป็นสาเหตุโดยตรง เราจึงไม่ควรรีบจับโลกร้อนใส่กุญแจมือ ถ้าหลักฐานยังไม่ครบ
แต่เรารู้ว่าธารน้ำแข็ง Himalaya กำลังถอยร่น และ permafrost ที่ช่วยยึดภูเขากำลังเปลี่ยนแปลง
เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงคำว่า ‘ฝีแตก’
ที่ผ่านมาเรามอง Global Warming ผ่านภาพน้ำแข็งขั้วโลกละลาย และระดับน้ำทะเลที่ค่อยๆ สูงขึ้น
น่ากลัว แต่ดูไกลตัว
ปี 2050… 2100…
Unfortunately, Climate Change may not have read our timetable.
ความเสี่ยงที่สะสมช้าๆ อาจกลายเป็นภัยพิบัติในเวลาไม่กี่นาที และเมื่อมันเริ่มแล้ว มันอาจไม่หยุดอยู่ที่เหตุการณ์แรก
Warming → Glacier instability → Avalanche → Flood → Infrastructure → Energy → Supply Chain → Economy
ตำราเรียกว่า Cascading Risk
ผมเรียกง่ายๆ ว่า Snowball เพราะมันยิ่งกลิ้ง ยิ่งใหญ่ ยิ่งหนัก และยิ่งหยุดยาก
ฝี คือความเสี่ยงที่สะสมก่อนเกิดเหตุ
Snowball คือความเสียหายที่ขยายตัวหลังเกิดเหตุ
Climate Strategy จึงไม่ใช่แค่การลด Carbon
Mitigation ถามว่า เราจะทำให้โลกร้อนช้าลงอย่างไร
Resilience ถามว่า ถ้ามันไม่รอเรา เราจะรับมืออย่างไร
ถ้าผมนั่งอยู่ในห้องประชุมบอร์ด ผมคงชวนฝ่ายจัดการกลับไปขบคิด 3 คำถาม
- Where are our hidden abscesses?
มี Climate Risk อะไรที่กำลังสะสมเงียบๆ ในธุรกิจ สินทรัพย์ Supply Chain หรือชุมชนรอบตัวเรา ที่ยังไม่ปรากฏใน Risk Register?
- Where can the snowball roll?
ถ้าจุดหนึ่งล้ม มันจะกลิ้งไปกระทบอะไรต่อ – Supplier, Energy, Logistics, Customer, Finance หรือ Reputation?
- Are we resilient – or merely lucky?
ที่เรายังไม่เคยเจอวิกฤต เป็นเพราะระบบเราพร้อมจริง ๆ หรือเพียงเพราะ Snowball ยังไม่เคยกลิ้งมาทางเรา?
หน้าที่ของบอร์ดไม่ใช่การทำนายว่า ฝีจะแตกวันไหน
แต่คือการชวนฝ่ายจัดการมองให้เห็นว่า ฝีอยู่ตรงไหน Snowball จะกลิ้งไปทางไหน และเราพร้อมแค่ไหนเมื่อมันมาถึง
Climate Change may not have read our timetable.
The Board had better read the risks.
ภาพ: shankar bhujel / Shutterstock

