วันนี้ (16 กันยายน) ท่ามกลางความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาพลังงานโลก การสร้างเสถียรภาพและหลักประกันด้านพลังงานได้ก้าวขึ้นมาเป็น ‘วาระสำคัญอย่างยิ่ง’ ของทุกประเทศทั่วโลก ในบริบทนี้ เวทีเสวนาหัวข้อ ‘Building Energy Security: The Global Race to Deliver Gas Infrastructure’ ในงาน GASTECH 2026 จึงเกิดขึ้น
ประเด็นสำคัญ
เวทีนี้เป็นเวทีรวมตัวของผู้นำองค์กรระดับโลกตลอดห่วงโซ่คุณค่าพลังงาน ตั้งแต่ผู้พัฒนาโครงการ LNG อย่าง Sempra Infrastructure, บริษัทพลังงานข้ามชาติ อย่าง Chevron, ผู้รับเหมาวิศวกรรมและการก่อสร้าง ระดับโลกอย่าง Bechtel Energy และ Saipem ไปจนถึงผู้ผลิตปิโตรเลียมของไทยอย่าง ปตท.สผ. (PTTEP) โดยมี S&P Global เป็นผู้ดำเนินรายการ เพื่อร่วมกันถอดรหัสความท้าทาย นิยามความมั่นคงทางพลังงานยุคใหม่ และแลกเปลี่ยนนวัตกรรมที่จะขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติในอนาคต
นิยามใหม่ของความมั่นคงทางพลังงาน: ความแน่นอนและการควบคุมอุปทาน (Predictability & Control)
มาร์ติน ฮุปกา ประธานฝ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว จาก Sempra Infrastructure ชี้ว่า ในสภาวะภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน ฝั่งผู้ซื้อเปลี่ยนแนวคิดจากการหาซื้อก๊าซในตลาดทั่วไป มาเป็นการต้องการ ‘ควบคุมและรับประกันการได้รับโมเลกุลก๊าซจริง’ เพราะก๊าซที่แพงที่สุดคือ ก๊าซที่ไม่สามารถส่งมอบได้ การบริหารโครงการจึงต้องมองภาพรวมทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ท่อส่ง คลังเก็บ เรือ LNG จนถึงจุดเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า
ขณะที่ บาลาจี กฤษณมูรตี ประธานประจำภูมิภาคออสเตรเลีย จาก Chevron เน้นย้ำว่า สัญญาซื้อขายระยะยาว เช่น สัญญา 20 ปีกับลูกค้ารายใหญ่ในญี่ปุ่น กลับมามีความสำคัญสูงมากอีกครั้ง เพื่อสร้าง ความแน่นอนเชิงนโยบายและการพาณิชย์ (Policy & Commercial Certainty) ซึ่งเป็นฐานรองรับการลงทุนขั้นต้นมหาศาล
ด้าน พอล มาร์สเดน ประธานบริหาร จาก Bechtel Energy ระบุว่าความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ต้องมาคู่กับราคาที่เข้าถึงได้ (Affordability) และคาดการณ์ได้ (Predictability)
ส่วนมุมที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น คณิตา ฐณิตา ศาศวัตายุ ว่าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) ได้สะท้อนบริบทของไทยว่า ก๊าซธรรมชาติใช้ในการผลิตไฟฟ้าถึง 60% โดยทุกๆ 3 ดอลลาร์สหรัฐที่ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนไทยประมาณ 5%
ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ปตท.สผ. ได้พยายามเร่งการผลิตก๊าซในประเทศให้ได้มากกว่าปริมาณที่สัญญาไว้ประมาณ 5% เพื่อช่วยลดผลกระทบเชิงราคา โดยประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานท่อส่งก๊าซที่แข็งแกร่งผ่าน 3 เส้นทางหลัก ได้แก่ ท่อส่งก๊าซ 3 เส้นจากอ่าวไทย, ท่อส่งก๊าซ 3 เส้นจากประเทศเมียนมา และท่อส่งก๊าซจากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA)
การบริหารจัดการโครงการและโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ (Execution & Optimization)
พอล มาร์สเดน เสนอว่า การทุ่มเทเวลาวางแผนตั้งแต่ช่วงแรกจะช่วยป้องกันปัญหางบประมาณบานปลายและงานล่าช้า ตามแนวคิด Go Slow to Go Fast ขณะที่ มาร์ติน ฮุปกา เสริมว่า ผู้พัฒนาโครงการต้องพร้อมลงทุนหลักร้อยล้านดอลลาร์ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision: FID) เพื่อเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ
ส่วนมุมมองที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพันธมิตรระยะยาวและการแบ่งปันความเสี่ยงนั้น ทั้ง พอล และ มาร์ติน เห็นตรงกันว่า Developer และ EPC Contractor ต้องทำงานร่วมกันแบบโปร่งใส ขณะที่ ฟาบริซิโอ บอตตา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ – ธุรกิจขนส่งพลังงาน จาก Saipem เสริมว่า รูปแบบสัญญาในอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนไปสู่การแบ่งปันความเสี่ยงที่เหมาะสม แทนการโยนความเสี่ยงทั้งหมดให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหมือนในอดีต
ฟาบริซิโอยังอธิบายถึงการใช้ดีไซน์โมดูลาร์ (Modular) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นรองรับส่วนผสมก๊าซที่หลากหลาย และแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน รวมถึงการปรับกลยุทธ์บริหารกองเรือแบบภูมิภาค (Regionalization) กว่า 60 ลำ เพื่อลดเวลาการเดินทางของเรือและเพิ่มความพร้อมในการปฏิบัติงาน
ขณะที่ บาลาจี กฤษณมูรตี ได้ยกตัวอย่างการพัฒนาเทคโนโลยีอัดก๊าซใต้ทะเลลึก (Subsea Compression) ในออสเตรเลียที่ลึกและใหญ่กว่ามาตรฐาน 6 เท่า เพื่อดึงก๊าซขึ้นมาป้อนโรงงาน LNG เดิมให้เต็มความสามารถ ส่วน คณิตา นำเสนอแนวทาง Total Reuse Platform นำแท่นเจาะเดิมในอ่าวไทยมาหมุนเวียนใช้ใหม่ เพื่อควบคุมต้นทุนการผลิตก๊าซในประเทศ และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพานำเข้า LNG ที่คาดว่าจะสูงขึ้นในอนาคต
บทบาทของ AI และนวัตกรรมดิจิทัล (AI & Digital Game Changers)
พอล จาก Bechtel Energy เผยว่า AI ช่วยเพิ่มความเร็วในงานวิศวกรรม ช่วยประมวลผลและตรวจสอบเอกสารในห่วงโซ่อุปทานกว่า 50,000-60,000 ฉบับ ลดงานซ้ำซ้อนของวิศวกรลงได้อย่างมหาศาล
ขณะที่ บาลาจี จาก Chevron ระบุว่า มีการนำโดรนมาใช้ตรวจสอบ และใช้หุ่นยนต์ทำความสะอาดถังบรรจุก๊าซเพื่อลดอันตรายต่อแรงงาน รวมถึงพัฒนา LLMs ร่วมกับ AI Diagnostics ตรวจจับเครื่องจักรใหญ่ ลดเวลาแก้ปัญหาจาก 20-48 ชั่วโมง เหลือเพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมง
ส่วน ฟาบริซิโอ จาก Saipem ระบุถึง การติดตั้ง Smart Cameras และ AI ในพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อตรวจจับพฤติกรรมไม่ปลอดภัยทันที และใช้ AI ตรวจสอบคุณภาพเอกสารจากผู้ผลิตชิ้นส่วน
ด้าน คณิตา ว่าที่ CEO คนใหม่ของ ปตท.สผ. เน้นย้ำว่า เป้าหมายการใช้ AI คือ การให้เทคโนโลยีทำงาน Routine แทนมนุษย์ เพื่อให้บุคลากรไปโฟกัสการวิเคราะห์และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
สรุปคำสำคัญ ทิ้งท้ายจากเวทีเสวนา
ฟาบริซิโอ มองว่า Timing, Flexibility และ Innovation เป็น 3 คำสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดย Timing (เวลาการส่งมอบ) ในอุตสาหกรรมก๊าซ ความรวดเร็วเป็นเรื่องที่รอกันไม่ได้ โครงการจำเป็นต้องดำเนินการในรูปแบบ Fast-track หรือ Accelerated Schedule เพื่อเร่งส่งมอบก๊าซให้ทันต่อความต้องการของลูกค้าและวิกฤตพลังงานโลก
ขณะที่ Flexibility (ความยืดหยุ่น) นั้น วิศวกรต้องออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีให้มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อให้สามารถรองรับสภาวะโลกและส่วนผสมก๊าซที่ผันผวนและมีความไม่แน่นอนได้
และ Innovation (นวัตกรรม) นั้น ฟาบริซิโอ มองว่า ห้ามหยุดพัฒนานวัตกรรมอย่างเด็ดขาด โดยยกตัวอย่างการเปิดตัวโซลูชัน FLNG พร้อมเทคโนโลยีเฉพาะของ Saipem ที่ใช้เวลาพัฒนามากว่า 1 ปี เพื่อนำเสนอสิ่งใหม่ที่แตกต่างและตอบโจทย์ลูกค้า
ทางด้าน มาร์ติน มองว่า Thoughtfulness (ความรอบคอบและการวางแผนอย่างตั้งใจ) คือคำที่มีความสำคัญอย่างมาก โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก๊าซและ LNG มีความซับซ้อนมหาศาล ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของ ‘การเร่งความเร็ว’ (Going fast) คือการ ‘ขาดความรอบคอบตั้งแต่เริ่มต้น’ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาด้านการออกแบบ (Design issues) ที่ยากจะแก้ไขในภายหลัง ส่งผลให้โครงการกลับต้องล่าช้ากว่าเดิมและงบประมาณบานปลายอย่างหนัก การทุ่มเทเวลาวางแผนอย่างรอบด้านและตั้งใจตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ จึงเป็นกุญแจที่แท้จริงของการส่งมอบโครงการได้เร็วและสำเร็จ
ขณะที่ บาลาจี ให้ความสำคัญกับ Diversity (ความหลากหลาย) เนื่องจาก ความมั่นคงทางพลังงานจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ต้องอาศัยความหลากหลายใน 2 มิติ คือ ความหลากหลายของแหล่งพลังงาน (Diverse Sources of Energy) และ ความหลากหลายของโครงสร้างพื้นฐาน (Diversity in Infrastructure) เพื่อให้สามารถกระจายพลังงานเข้าสู่ตลาดต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างทั่วถึงและยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ส่วน พอล มองว่า Predictability (ความแน่นอนและคาดเดาได้) เป็นสิ่งสำคัญ โดยที่ความแน่นอนต้องเกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ โมเลกุลก๊าซในชั้นหิน – ท่อส่งก๊าซ – โรงงานเปลี่ยนก๊าซเป็นของเหลว – นักลงทุนที่ลงเงิน – ไปจนถึงผู้บริโภคปลายทางที่กำลังหุงต้มอาหารและเปิดไฟในบ้าน หากจุดใดจุดหนึ่งในห่วงโซ่นี้เกิดความไม่แน่นอนขึ้น ทั้งระบบจะพังทลายลงอย่างรวดเร็ว และผลกระทบจะปรากฏในรูปของ ‘เวลาที่ล่าช้า’ และ ‘ต้นทุนที่บานปลาย’ ซึ่งกลายเป็นฝันร้ายของทุกคนในห่วงโซ่พลังงาน
ขณะที่ คณิตา มองว่า ช่วงเวลานี้คือ Time to act now and no time to talk (ถึงเวลาลงมือทำทันที ไม่ใช่เวลาเอาแต่พูด) สำหรับ ปตท.สผ. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัลมีเป้าหมายเพื่อผลักดันภาระงานประจำ (Routine works) ให้ระบบอัตโนมัติทำแทน แล้วปลดล็อกให้บุคลากรไปทุ่มเทกับงานวิเคราะห์และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Analytical & Decision making) ซึ่งเมื่อวางแผนงานและเตรียมเทคโนโลยีไว้พร้อมแล้ว ขั้นตอนสำคัญที่สุดในเวลานี้คือ การลงมือปฏิบัติจริง (Execution) เพื่อทำให้โครงการเกิดขึ้นจริงและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศทันทีโดยไม่เสียเวลาคุยเปล่า
การเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความมั่นคงทางพลังงานในโลกยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการแสวงหาปริมาณก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอเท่านั้น แต่คือการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่ซับซ้อน ตั้งแต่การวางแผนโครงการอย่างรอบคอบ การสร้างพันธมิตรที่โปร่งใส ไปจนถึงการประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัลและ AI เพื่อสร้างความแน่นอนและลดต้นทุนอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโจทย์อันท้าทายระหว่างการเร่งสร้างความมั่นคงด้านอุปทานในระยะสั้น กับเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว คำถามสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขบคิดต่อไปคือ องค์กรและภาครัฐจะสามารถก้าวข้ามกรอบสัญญาและการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และปรับใช้เทคโนโลยีให้ทันต่อความผันผวนของโลก ได้รวดเร็วพอแล้วหรือยัง?
ภาพ: Watcharapol Chaimongkol / THE STANDARD
อ้างอิง:
- Energy Impact Stage & Collaboration Theatre / GASTECH


