×

เจาะเบื้องหลัง ‘การทูตพลังงานญี่ปุ่น’ รับมือวิกฤตอย่างไร ในวันที่ความมั่นคงของชาติผูกกับเอเชีย

15.09.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบการทูตพลังงานของญี่ปุ่นและความร่วมมือในเอเชีย

ย้อนกลับไปใน 50 ปีก่อน วิกฤตน้ำมันบีบให้ญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องพลังงานครั้งใหญ่ ตั้งแต่การกระจายแหล่งนำเข้า สร้างคลังสำรอง ไปจนถึงลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ทว่าในวันนี้ บทเรียนชุดเดิมกำลังถูกหยิบกลับมาใช้อีกครั้ง หลังวิกฤตตะวันออกกลางนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบกับญี่ปุ่นโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบ วัตถุดิบปิโตรเคมี และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

 

แต่รอบนี้ ญี่ปุ่นไม่ได้มองแค่การป้องกันตัวเอง เพราะเศรษฐกิจของประเทศผูกกับเอเชียมากกว่าครึ่งศตวรรษก่อน หากประเทศรอบข้างขาดพลังงาน โรงงานหยุดผลิต หรือการขนส่งสะดุด ผลกระทบก็ย้อนกลับมาถึงญี่ปุ่นได้ทันที

 

เหล่านี้จึงเป็นที่มาของคำถามใหญ่บนเวที Japan Energy Strategic Programme ที่งาน Gastech 2026 ว่า บทเรียนที่ญี่ปุ่นสั่งสมมาตลอด 50 ปี จะถูกเปลี่ยนเป็นกลไกสร้างความมั่นคงให้ทั้งภูมิภาคได้อย่างไร ตั้งแต่ POWERR Asia การสำรองน้ำมัน การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า พลังงานนิวเคลียร์ ไปจนถึงบทบาทของญี่ปุ่นในอาเซียนและตะวันออกกลาง

 

จากบทเรียนวิกฤตน้ำมัน สู่ POWERR Asia ญี่ปุ่นกำลังสร้างเกราะพลังงานให้อาเซียนอย่างไร

 

หากย้อนกลับไปในทศวรรษ 1970 ญี่ปุ่นเคยเผชิญแรงกระแทกครั้งใหญ่จากวิกฤตน้ำมันครั้งที่ 1 และ 2 เมื่อโครงสร้างพลังงานของประเทศยังพึ่งพาน้ำมันอย่างหนัก เช่น 70% ของการผลิตไฟฟ้าขึ้นอยู่กับน้ำมัน ขณะที่มากกว่า 90% ของน้ำมันที่ใช้มาจากตะวันออกกลาง

 

โนบุโอะ ทานากะ อดีตผู้อำนวยการบริหารขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) เล่าว่า วิกฤตครั้งนั้นบีบให้ญี่ปุ่นต้องเร่งกระจายแหล่งพลังงานครั้งใหญ่ ทั้งการสร้างห่วงโซ่อุปทาน LNG การเพิ่มการใช้ถ่านหินและพลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมทั้งออกกฎหมายสำรองน้ำมันในปี 1975 เพื่อสร้างเกราะป้องกันอีกชั้น หากแหล่งพลังงานจากต่างประเทศสะดุดอีกในอนาคต

 

ทว่าเวลาผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษ ระบบดังกล่าวถูกทดสอบอีกครั้งจากวิกฤตตะวันออกกลางรอบล่าสุด แม้จะเตรียมตัวอย่างหนัก แต่ เท็ตสึยะ อาซูมะ ผู้อำนวยการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) ระบุว่า ญี่ปุ่นยังมีจุดเปราะบางสำคัญอยู่ โดยเฉพาะการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง เพราะหากดูจากสถิติปี 2025 น้ำมันดิบที่ญี่ปุ่นนำเข้าต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 93%

 

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมองว่า การมีน้ำมันสำรองไม่ได้รับประกันความมั่นคงของเศรษฐกิจทั้งหมด เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานของญี่ปุ่นผูกติดกับประเทศอื่นในเอเชียอย่างลึกซึ้ง หากประเทศอื่นขาดพลังงาน โรงงานหยุดผลิต หรือการขนส่งสะดุด ผลกระทบก็จะย้อนกลับมาถึงเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง

 

จากบริบทรอบข้าง ญี่ปุ่นจึงนำบทเรียนดังกล่าวมาตั้งโครงการ POWERR Asia คือ การนำประสบการณ์ด้านระบบสำรองน้ำมันไปช่วยประเทศอื่นในเอเชีย เพื่อให้แต่ละประเทศสามารถมีทางเลือกมากขึ้น หากเส้นทางนำเข้าถูกตัดขาด หรือการขนส่งพลังงานเกิดปัญหา

 

ในประเด็นดังกล่าว อาซูมะระบุว่า ญี่ปุ่นสามารถช่วยเหลืออาเซียนได้ 2 ประการ ได้แก่

 

  • Hardware คือ เงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานและโครงการด้านพลังงาน

 

  • Software หรือองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและบริหารระบบสำรองน้ำมัน รวมถึงการพัฒนาบุคลากรผ่าน JOGMEC สำหรับประเทศที่ยังไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้มากนัก

 

ขณะเดียวกัน ทานากะชี้ว่า โครงการ POWERR Asia ยังสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนเข้ามาช่วยรองรับความเสี่ยงของโครงการ

 

เขายังยกตัวอย่างว่า หากอาเซียนเดินหน้าความร่วมมือในการจัดตั้งคลังสำรองน้ำมันในระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง ญี่ปุ่นก็จะสามารถนำเงินทุน เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่สะสมมาตั้งแต่วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 มาส่งต่อให้กับประเทศในภูมิภาคได้

 

อาเซียนมองญี่ปุ่นอย่างไรในวิกฤตน้ำมันครั้งนี้

 

เมื่อถูกถามว่า อาเซียนมีท่าทีต่อวิกฤตพลังงานครั้งนี้อย่างไร ด้าน เท็ตสึยะ วาตานาเบะ (Tetsuya Watanabe) ประธาน Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA) วิเคราะห์ว่า อาเซียนรับมือกับวิกฤตพลังงานครั้งนี้ได้ค่อนข้างดี

 

เขายกตัวอย่างการประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน เรียกร้องให้สมาชิกประเทศพิจารณาความร่วมมือหลายเรื่อง โดยหนึ่งในการหารือ คือ แนวคิดเรื่องคลังสำรองน้ำมันร่วมของอาเซียน

 

วาตานาเบะระบุว่า แม้การสร้างระบบดังกล่าวจะไม่ง่าย แต่ท่าทีดังกล่าวเป็นสัญญาณสำคัญของความร่วมมือด้านพลังงานในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นรูปธรรมอย่างการสำรองน้ำมัน พร้อมทั้งคาดเดาว่า วาระพลังงานจะยังคงถูกพูดถึงในการประชุมอาเซียนเดือนพฤศจิกายนนี้

 

วาตานาเบะยังตั้งข้อสังเกตว่า อาเซียนคาดหวังกับโครงการ POWERR Asia ของญี่ปุ่นในระดับสูง เนื่องจากข้อริเริ่มนี้เกิดขึ้นในบริบทสำคัญอย่างการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้บางประเทศต้องเผชิญแรงกดดันด้านพลังงานอย่างรุนแรง เช่น ฟิลิปปินส์ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว

 

วาตานาเบะยังสรุปว่า อาเซียนมอง POWERR Asia ไม่ใช่แค่ในฐานะโครงการระยะยาวที่อยู่ห่างไกลจากความเป็นจริง แต่เป็นกลไกรับมือกับวิกฤตอย่างเร่งด่วนเช่นกัน

 

แม้เตรียมตัวรับมือวิกฤต แต่ญี่ปุ่นก็ยังเจอปัญหา

 

นอกจากวิกฤตน้ำมัน ญี่ปุ่นก็ยังเผชิญปัญหาสำคัญอย่างการขาดแคลนแนฟทา (Naphtha) วัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยทานากะในฐานะผู้ดำเนินรายการได้ตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดประเทศที่มีน้ำมันสำรองจำนวนมากจึงมีปัญหาในเรื่องนี้

 

อาซูมะตอบคำถามว่า หากมองในภาพรวม ญี่ปุ่นไม่ได้เผชิญภาวะขาดแคลนแนฟทา เพราะปริมาณที่มีอยู่ในระบบยังเพียงพอ แต่ปัญหาเกิดจาก ‘ความไม่แน่นอน’ และ ‘ความกังวล’ ในตลาด ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนกักตุนสินค้ามากกว่าปกติ ขณะที่บางรายไม่ต้องการปล่อยสินค้าออกมา ส่งผลให้การไหลเวียนของสินค้าในตลาดติดขัด

 

ส่วนปัญหาอีกด้านมาจากโครงสร้างการกลั่นของญี่ปุ่นเอง แม้ประเทศจะมีกำลังการกลั่นเบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงอื่นๆ เพื่อรองรับตลาดภายในประเทศเพียงพอ แต่สามารถผลิตแนฟทาได้แค่ 40% จากความต้องการทั้งหมด ส่วนอีกประมาณ 60% ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งหนึ่งในพื้นที่นั้นคือตะวันออกกลาง ทำให้ญี่ปุ่นต้องหาแหล่งทดแทนจากอเมริกาเหนือแทน

 

อาซูมะเล่าว่า ญี่ปุ่นเผชิญสถานการณ์แนฟทาตึงตัวมากที่สุดในช่วงเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน โดยยกกรณีบริษัทผู้ผลิตมันฝรั่งทอดที่ออกแถลงการณ์ขอใช้บรรจุภัณฑ์สีขาว-ดำ หลังได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนหมึกพิมพ์ ซึ่งสะท้อนว่า ปัญหาในห่วงโซ่อุปทานสามารถส่งต่อไปถึงสินค้าในชีวิตประจำวันได้

 

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นกำลังพิจารณามาตรการใหม่ 4 ด้าน เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและระยะยาว ได้แก่

 

  • การสร้างแรงจูงใจให้ผู้นำเข้ากระจายแหล่งนำเข้าออกจากเส้นทางที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

  • การสนับสนุนการลงทุนในโรงงานแยกโมเลกุลแนฟทา (Naphtha Cracker) เพื่อให้มีวัตถุดิบชนิดอื่นในการผลิตปิโตรเคมี

 

  • การเพิ่มปริมาณสำรองสินค้าช่วงกลางน้ำและปลายน้ำในห่วงโซ่อุปทาน

 

  • การปรับวิธีคำนวณปริมาณน้ำมันดิบสำรองของประเทศให้ครอบคลุมความต้องการสำหรับการผลิตแนฟทามากขึ้น

 

วิกฤตน้ำมันอาจเร่งโลกเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า ญี่ปุ่นจะอยู่รอดอย่างไร

 

จากประเด็นความมั่นคงของอุปทานพลังงาน วงสนทนาขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่ขึ้นว่า วิกฤตน้ำมันอาจเร่งให้โลกเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า (Electrification) เร็วขึ้นหรือไม่ หลังการใช้ไฟฟ้ากำลังมีบทบาทมากขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์

 

ทานากะยังอ้างมุมมองของ IEA ว่า วิกฤตน้ำมันครั้งนี้มีแนวโน้มเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชีย ยุโรป ลาตินอเมริกา และออสเตรเลียกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

 

สำหรับญี่ปุ่น เรื่องนี้กลายเป็นโจทย์สำคัญด้านความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อประเทศไทย ในฐานะฐานสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่น

 

ทานากะระบุว่า รถยนต์ญี่ปุ่นเคยมีส่วนแบ่งตลาดในไทยประมาณ 90-95% แต่ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ราว 70% โดย IEA ประเมินว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า สัดส่วนดังกล่าวอาจลดลงเหลือประมาณ 60%

 

เขายังย้ำว่า หากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าเดินหน้าเร็วขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเอื้อประโยชน์ต่อจีน เนื่องจากมีความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง พร้อมโยนคำถามต่อว่า ญี่ปุ่นจะยังสามารถแข่งขันและอยู่รอดอย่างไร ในโลกที่ระบบพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนไปสู่การใช้ไฟฟ้ามากขึ้น

 

วาตานาเบะตอบคำถามว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าไม่ใช่คำตอบทั้งหมด โดยเป็นหนึ่งในเส้นทางสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เนื่องจากแต่ละประเทศยังมีเงื่อนไขด้านทรัพยากร โครงสร้างอุตสาหกรรม และระบบพลังงานแตกต่างกัน ทำให้ต้องมีทางเลือกหลายรูปแบบ

 

หนึ่งในทางเลือกที่เขายกขึ้นมาคือ เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) โดยประเทศไทยและอินโดนีเซียต่างมีศักยภาพด้านเชื้อเพลิงชีวภาพในรูปแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจพัฒนาความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศได้ แต่ทางเลือกดังกล่าวจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภาคการเกษตร และความมั่นคงทางอาหารควบคู่กันไป

 

ส่วนอาซูมะย้ำแนวคิด ‘ทางเลือกที่หลากหลาย’ (Various Pathways) โดยระบุว่า ญี่ปุ่นต้องการรักษาทางเลือกด้านพลังงานและการคมนาคมไว้หลายรูปแบบ ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด ไฮโดรเจน ไปจนถึงเชื้อเพลิงชีวภาพ และเชื้อเพลิงยุคใหม่

 

เขายังย้ำว่า แต่ละประเทศไม่จำเป็นต้องใช้เส้นทางการเปลี่ยนผ่านแบบเดียวกันทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญคือการพัฒนาทางเลือกที่เหมาะกับบริบทของแต่ละภูมิภาค และสร้างความสามารถในการแข่งขันในเทคโนโลยีหลายประเภทไปพร้อมกัน

 

หรืออาเซียนอาจต้องหันกลับมามองพลังงานนิวเคลียร์

 

ประเด็นต่อมาที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึง คือ บทบาทของพลังงานนิวเคลียร์ในระบบไฟฟ้าของอาเซียน โดยเฉพาะเตาปฏิกรณ์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) และเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่

 

ทานากะในฐานะผู้ดำเนินรายการ แสดงจุดยืนสนับสนุนให้อาเซียนนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในอนาคต โดยเสนอว่า ประเทศสมาชิกควรพิจารณาจัดทำนโยบายนิวเคลียร์ร่วมกัน ตั้งแต่การเลือกเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์ที่มีมาตรฐานเดียวกัน การใช้ระบบกำกับดูแลที่สอดคล้องกัน ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน

 

เขามองว่า การสร้างมาตรฐานร่วม คือ หนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนของพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมยกญี่ปุ่นเป็นบทเรียนว่า ที่ผ่านมา ประเทศมีเตาปฏิกรณ์หลายประเภท ผู้ผลิตหลายราย และมาตรฐานทางเทคนิคแตกต่างกัน จนทำให้การบริหารจัดการมีความซับซ้อนมากขึ้น

 

อดีต ผอ. IEA ยังระบุอย่างชัดเจนว่า อาเซียนควรใช้พลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต โดยที่ญี่ปุ่นสามารถช่วยเหลือในการถอดบทเรียน โดยเฉพาะประสบการณ์จากอุบัติเหตุฟุกุชิมะ เพื่อช่วยให้ประเทศอาเซียนหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่ญี่ปุ่นเคยเผชิญ

 

ขณะที่วาตานาเบะระบุว่า ปัจจุบัน บางประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังพิจารณาพลังงานนิวเคลียร์อย่างจริงจัง แต่ยังต้องประเมินหลายปัจจัย ทั้งความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยง การเลือกเทคโนโลยี และการยอมรับจากชุมชนในพื้นที่

 

ญี่ปุ่น-อาเซียน ร่วมมือกันเพื่อเป็นมากกว่าผู้ซื้อพลังงาน?

 

ในช่วงท้ายของวงสนทนา ทานากะตั้งคำถามใหญ่ว่า ญี่ปุ่นจะสามารถมีบทบาทต่อเสถียรภาพของตะวันออกกลางอย่างไร โดยมองจากในฐานะ ‘แหล่งพลังงานสำคัญของเอเชีย’

 

อดีต ผอ.​ IEA ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศในอ่าวเปอร์เซียหลายแห่งกำลังใช้รายได้จากน้ำมันและก๊าซไปลงทุนในพลังงานรูปแบบใหม่ ตั้งแต่พลังงานหมุนเวียน นิวเคลียร์ ไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมเรียกกลุ่มประเทศลักษณะนี้ว่า ‘รัฐที่มีน้ำมันและก๊าซเป็นฐานเศรษฐกิจ’ (Hybrid Electro-Petro State) แต่ก็พยายามลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานและรูปแบบเศรษฐกิจใหม่

 

ในส่วนนี้ ทานากะวิเคราะห์ว่า การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยากที่จะประสบความสำเร็จ หากภูมิภาคยังเผชิญสงครามและความไม่มั่นคง เพราะเมื่อสันติภาพถูกทำลาย การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงทางพลังงานก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย

 

วาตานาเบะจึงเสนอว่า ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับตะวันออกกลางควรขยายออกไปมากกว่าเรื่องพลังงาน โดยมองไปถึงการเชื่อมญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ผ่านความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน การพัฒนาอุตสาหกรรม AI สตาร์ทอัพ นวัตกรรม และการลงทุน

 

ในมุมของเขา หากญี่ปุ่นสามารถสร้างเครือข่ายความร่วมมือนี้ได้ ก็จะเปิดพื้นที่ให้ประเทศมีบทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งอาจมีส่วนสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพในตะวันออกกลางไปพร้อมกัน

 

แต่อาซูมะให้คำตอบว่า ปัญหาตะวันออกกลางไม่มีคำตอบเดียว เพราะไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาการพูดคุยและช่องทางการเจรจาไว้

 

จากประสบการณ์ในการหารือกับประเทศในตะวันออกกลาง เขามองว่า หลายฝ่ายมีความคาดหวังให้ญี่ปุ่นทำหน้าที่ในลักษณะของ ‘ผู้ไกล่เกลี่ย’ มากขึ้น โดยหากมีพื้นที่สำหรับความพยายามทางการทูต ญี่ปุ่นก็ควรใช้พื้นที่ดังกล่าว

 

นอกจากนี้ อาซูมะในฐานะผู้แทนของกระทรวงเศรษฐกิจและหน่วยงานด้านพลังงานมองว่า สิ่งที่ญี่ปุ่นสามารถทำได้ทันที คือ การช่วยรักษาเสถียรภาพของอุปทานพลังงานจากภูมิภาค เพื่อลดแรงเสียดทานที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะขาดแคลนหรือความไม่แน่นอนด้านพลังงาน

 
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising