ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกและกระแสการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) ที่กำลังเร่งตัวขึ้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ได้ถ่ายทอดแผนและยุทธศาสตร์สำคัญในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่าง ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ ‘ราคาที่เหมาะสม’ และ ‘ความยั่งยืน’ ในงาน Gastech 2026
ประเด็นสำคัญ
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTT กล่าวว่า ในมุมมองระดับสากล ก๊าซธรรมชาติถูกจัดให้เป็น ‘Destination Fuel’ หรือเชื้อเพลิงหลักที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโลกในช่วง 20-30 ปีข้างหน้า เนื่องจากเป็นพลังงานที่จัดหาได้ง่าย ราคาเหมาะสม และเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลไฮโดรคาร์บอนที่สะอาดที่สุดเมื่อเทียบกับถ่านหินหรือน้ำมัน
สำหรับโครงสร้างการจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในปัจจุบัน มีสัดส่วนการพึ่งพาจาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่
- อ่าวไทย โดยจัดหาและผลิตใช้เองภายในประเทศ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50%
- การนำเข้าผ่านท่อส่งก๊าซ โดยนำเข้าจากประเทศเมียนมา คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% กว่า
- ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้าในรูปแบบ LNG คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% กว่า
ปตท. ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติมานานกว่า 40 ปี มีพันธกิจหลักในการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีพลังงานใช้อย่างไม่ขาดแคลนในราคาที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม แม้ก๊าซธรรมชาติจะเป็นพลังงานสะพานในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่การเผาไหม้ยังคงมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปตท. จึงมุ่งเน้นการลดคาร์บอนควบคู่กันไป โดยเฉพาะการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยี การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่พลังงานที่สะอาดขึ้นอย่างยั่งยืน
ขยายพอร์ต Global LNG Trading สู่เป้าหมาย 15 ล้านตัน
นอกจากการจัดหาพลังงานเพื่อความมั่นคงภายในประเทศแล้ว ปตท. ยังมุ่งขยายบทบาทในตลาดพลังงานระดับโลกผ่านธุรกิจสำรวจและผลิต (E&P) ธุรกิจการค้าพลังงาน (Trading) และการลงทุนในต่างประเทศ โดยมีสำนักงาน Trading กระจายอยู่ในศูนย์กลางการค้าสำคัญของโลก ทั้งลอนดอน, สิงคโปร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และฮิวสตัน
ในส่วนของ ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปตท. ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ
- การนำเข้าเพื่อป้อนเป็นเชื้อเพลิงสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่โรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ
- ธุรกิจการซื้อขาย LNG ในตลาดโลก (Global LNG Trading) การจัดหาและบริหารจัดการ LNG เพื่อซื้อขายทั่วโลก เสริมสร้างความยืดหยุ่นและขยายพอร์ตการเติบโต
ปัจจุบัน ปตท. มีปริมาณการซื้อขายในพอร์ต Global LNG Trading อยู่ที่ประมาณ 3-4 ล้านตันต่อปี ซึ่งไม่รวมการนำเข้าเพื่อใช้ในประเทศ โดยตั้งเป้าหมายขยายปริมาณการซื้อขาย LNG ในพอร์ตเคียงข้างพันธมิตรชั้นนำระดับโลกพุ่งแตะ 10 ล้านตันภายในปี 2573 และก้าวสู่ 15 ล้านตันภายในปี 2578
รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง บริหารความเสี่ยงซัพพลายเชน-ซับต้นทุนเพื่อประชาชน
ความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และการปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง (Red Sea) ส่งผลกระทบต่อราคาและความเสี่ยงในการขนส่งพลังงานทั่วโลก
ปตท. ได้เตรียมพร้อมแผนฉุกเฉินและบริหารความเสี่ยงซัพพลายเชนล่วงหน้าผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ
- การกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบ (Diversification) จากเดิมที่ประเทศไทยเคยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 70% ปัจจุบันได้ลดสัดส่วนลงเหลือเพียงประมาณ 30% โดยกระจายการจัดหาไปยังแหล่งอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา และแอฟริกาตะวันตก
- ความยืดหยุ่นของโรงกลั่น กลุ่ม ปตท. ได้ลงทุนงบประมาณนับแสนล้านบาทในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อปรับปรุงโรงกลั่นให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับและกลั่นน้ำมันดิบได้หลากหลายชนิดจากทั่วโลก
- การเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ เมื่อเส้นทางทะเลแดงหรือช่องแคบฮอร์มุซมีปัญหา ทีม Trading ของ ปตท. ได้บริหารความยืดหยุ่นในการจัดหาและเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจะไม่ขาดแคลน
นอกจากนี้ ในการบริหารจัดการองค์กร ปตท. ต้องรักษาสมดุลระหว่าง 2 บทบาทหลัก คือการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องดูแลผู้ถือหุ้น และการเป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องดูแลประเทศ โดยในช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงาน ปตท. ให้ความสำคัญกับบทบาทรัฐวิสาหกิจเป็นอันดับแรก ทั้งการเข้าแบกรับภาระต้นทุนการจัดหาที่สูงขึ้นและภาระดอกเบี้ยไว้เอง โดยไม่ส่งผ่านภาระไปยังประชาชน เพื่อรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ ทั้งโรงกลั่น ภาคปิโตรเคมี และน้ำมันเชื้อเพลิง (เบนซิน ดีเซล และแนฟทา) ให้ดำเนินต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก
Gastech 2026 ปักหมุดประเทศไทยบนแผนที่พลังงานโลก
สำหรับความเคลื่อนไหวในงาน Gastech 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทย ถือเป็นงานประชุมด้านก๊าซธรรมชาติและพลังงานระดับโลกที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ รัฐมนตรีพลังงาน และผู้บริหารบริษัทพลังงานชั้นนำเข้าร่วมหลายหมื่นคน โดย ปตท. ได้ร่วมมือกับกระทรวงพลังงานในการเป็นเจ้าภาพและสนับสนุนการจัดงาน เพื่อสร้างชื่อเสียงและปักหมุดประเทศไทยบนแผนที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติระดับโลก
ภายในบูธนวัตกรรมของ ปตท. ได้นำเสนอไฮไลต์สำคัญทั้งด้านเทคโนโลยีและ Soft Power ดังนี้
- ศักยภาพธุรกิจและ CCS การแสดงศักยภาพด้านการสำรวจและผลิต (E&P) การจัดหาก๊าซธรรมชาติ และเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อดึงดูดผู้ร่วมทุนและพันธมิตรจากทั่วโลก
- นวัตกรรมความเย็นจาก LNG การนำพลังงานความเย็นที่เหลือทิ้งจากกระบวนการแปลงสถานะ LNG นำเข้า มาใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชเมืองหนาว เช่น สตรอว์เบอร์รีและดอกทิวลิป ในพื้นที่จังหวัดระยอง
- Soft Power ด้านอาหาร (Gastronomy) การสร้างกิมมิกดึงดูดผู้ร่วมงานระดับโลก ด้วยการเชิญเชฟชั้นนำของไทยมาร่วมรังสรรค์เมนูอาหาร เช่น เชฟตาม จากร้านบ้านเทพา (มิชลินสตาร์ 2 ดาว), เชฟเป๋าเป้ (แชมป์ MasterChef Thailand) และ เชฟชุมพล (มิชลินสตาร์ 2 ดาว) เพื่อนำเสนอเสน่ห์ด้านอาหารไทยควบคู่ไปกับความรู้ทางธุรกิจ
สำหรับการเข้าร่วมงาน Gastech 2026 จึงไม่เพียงแต่เป็นการเปิดพื้นที่เจรจาการค้าและการลงทุนในระดับสากลเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความพร้อมของ ปตท. ในการขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย ควบคู่ไปกับการเติบโตในเวทีพลังงานโลกอย่างยั่งยืน

