งาน Dreamforce 2026 งานประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของ Salesforce เปิดฉากขึ้นแล้วที่เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้ธีม Becoming an Agentic Enterprise โดยปีนี้ Marc Benioff ซีอีโอ Salesforce เชิญซีอีโอบริษัท AI ที่ทรงอิทธิพลที่สุด 3 ราย อย่าง Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic, Jensen Huang ซีอีโอ NVIDIA และ Sam Altman ซีอีโอ OpenAI ร่วมฉายภาพอนาคต AI ที่กำลังเดินมาถึง
ประเด็นสำคัญ
และหนึ่งในประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นก่อนหน้างาน Dreamforce 2026 นี้ คือความกังวลว่า AI อาจหลุดพ้นการควบคุมของมนุษย์ ทำให้คำถามสำคัญบนเวทีในปีนี้ นอกจากเรื่องของเทรนด์เทคโนโลยี AI แล้ว อีกด้านหนึ่งยังเป็นเรื่องของความปลอดภัยของเทคโนโลยีเหล่านี้
ความกังวลทั่วโลกเกี่ยวกับ AI เริ่มจากโพสต์ของนักวิจัยคนหนึ่งที่ลาออกจาก Anthropic ซึ่งเผยแพร่ในสัปดาห์ก่อนหน้าและกลายเป็นไวรัล โดยอ้างว่า AI อาจฆ่ามนุษย์ทั้งหมดภายในสิ้นทศวรรษนี้หากปล่อยไว้โดยไม่มีการควบคุม
ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จำนวนหนึ่งออกมาแสดงความเห็นด้วยกับการประเมินนั้น แม้จะไม่ได้อธิบายว่าได้ข้อสรุปมาอย่างไร หรือ AI จะทำสิ่งนั้นได้ด้วยวิธีใด ความร้อนแรงของข้อกล่าวอ้างดังกล่าวนำไปสู่การจับตาการพัฒนา AI มากขึ้น
“โลกมีสิทธิ์ที่จะกลัว AI” – Sam Altman
Altman ขึ้นเวทีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ และเลือกยอมรับความกลัวของสาธารณชนก่อนเป็นอันดับแรก “ทุกวันนี้ไม่ต้องใช้จินตนาการมากเท่าเมื่อก่อนเลยที่จะนึกภาพว่าเรื่องนี้จะผิดพลาดได้อย่างไร ผมคิดว่าโลกมีสิทธิ์ที่จะกลัวเรื่องนี้”
อย่างไรก็ตาม Altman มองว่า “โลกควรไว้วางใจว่าเราจะทำสิ่งที่ถูกต้อง เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเพราะเรารู้สึกได้ถึงขนาดของเรื่องนี้” พร้อมกล่าวต่อว่า “เราจะทำมันให้ถูกต้อง ผมมั่นใจมากในความสามารถของบริษัทเราและของอุตสาหกรรมที่จะทำเรื่องนี้อย่างปลอดภัย” ซึ่งหมายถึงการทำให้ AI ทำตามเจตนาของมนุษย์ และงานด้านความปลอดภัย นำหน้าขีดความสามารถของโมเดลอยู่เสมอ และหากทำไม่ได้ ก็จะชะลอหรือหยุด
ความปลอดภัยคือโจทย์วิศวกรรม – Jensen Huang
“ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยเป็นปัญหาทางวิศวกรรม” Huang กล่าว พร้อมอธิบายว่าสิ่งที่พัฒนาอยู่คือระบบคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน แต่สุดท้ายก็ยังเป็นระบบคอมพิวเตอร์ ที่ต้องมีสภาพแวดล้อมทดสอบและกระบวนการทดสอบที่ดีพอ
อย่างไรก็ตาม Huang เชื่อว่า “เราไม่ต้องการกฎหมายใหม่ เราไม่ต้องการกฎระเบียบใหม่” โดยมองว่ากลไกตลาดจะทำหน้าที่ของมัน สิ่งที่ต้องการคือให้บริษัทเป็นผู้ตัดสินใจเอง “ถ้าคุณสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการ แล้วคุณไม่มั่นใจในการทำงาน ความสามารถ หรือความปลอดภัยของมัน ก็อย่าปล่อยออกมา นั่นเป็นสิ่งที่ชัดเจนมากที่ควรทำ”
Huang ยังปฏิเสธการวางกรอบว่าความเร็วกับความปลอดภัยต้องแลกกัน โดยมองว่าไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือก
โลกควรมีมาตรฐานร่วมกัน – Dario Amodei
Amodei มองในมุมที่ต่างออกไป โดยเรียกร้องให้มีกติกาจากภายนอก และอธิบายจุดยืนผ่านการเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมรถยนต์
สมมติว่าบริษัทรถคู่แข่งเกิดอุบัติเหตุด้านความปลอดภัย ขณะที่บริษัทตัวเองเชื่อว่ามีสถิติดีที่สุดในอุตสาหกรรม “มันน่าดึงดูดมากที่จะโจมตีคู่แข่งแล้วบอกว่า พวกนี้ไม่ปลอดภัย เราปลอดภัย แต่วิธีตอบสนองที่รับผิดชอบกว่าคือบอกว่า ก่อนอื่นมาดูสถิติของเราเองก่อน เราอาจไม่เคยมีอุบัติเหตุใหญ่แบบนั้น แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ”
Amodei เสนอลำดับสามขั้น เริ่มจากการทบทวนแนวปฏิบัติและความโปร่งใสของตัวเอง ต่อด้วยการรวมอุตสาหกรรมที่เหลือเพื่อหารือเรื่องมาตรฐานร่วม และปิดท้ายว่า “สุดท้ายควรมีองค์ประกอบระหว่างประเทศด้วย” โดยระบุว่าขั้นแรกบริษัทผูกพันแล้ว ส่วนขั้นที่เหลือจะเปิดการหารือกับอุตสาหกรรม
ขณะที่ Benioff กล่าวว่า “ในมุมมองของผม เทคโนโลยีไม่เคยดีหรือเลวในตัวมันเอง สิ่งที่สำคัญคือคุณทำอะไรกับมัน บริษัทเหล่านี้ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขาสร้าง นั่นคือกุญแจของการเป็นบริษัทที่มีจริยธรรม”
อนาคตที่ซีอีโอทั้ง 4 คนมองเห็น
แม้จะเห็นต่างเรื่องใครควรเป็นผู้คุมกติกา แต่เมื่อพูดถึงปลายทางของเทคโนโลยี ทั้งสี่คนกลับมองไปในทิศทางที่ใกล้เคียงกัน
Huang กล่าวว่า “เรากำลังผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ เหมือนเมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อน ด้วยไฟฟ้า เราให้พลังงานกับทุกสิ่งได้ ด้วยอินเทอร์เน็ต เราหาอะไรก็เจอ และตอนนี้ด้วยปัญญาประดิษฐ์ในฐานะชั้นโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมทั้งโลก เรารู้ได้ทุกอย่าง และทำได้ทุกอย่าง”
Huang กล่าวต่อว่า “ทุกบริษัท ทุกองค์กร ทุกประเทศ จะกลายเป็นบริษัท AI” และสนับสนุนด้วยตัวเลขการใช้งานที่อ้างบนเวทีว่า ในรอบปีที่ผ่านมาปริมาณโทเคนที่ระบบ AI ทั่วโลกสร้างขึ้นเพิ่มขึ้นราว 25 เท่า โดยส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในหกเดือนหลัง ขณะที่สัดส่วนการใช้งานโมเดลเปิด (Open-Source) เพิ่มจากราว 30% เมื่อต้นปี มาเป็นเกือบ 70%
ทั้งนี้ Huang เน้นย้ำว่า “ถ้าคุณเพิ่งทดสอบมันวันนี้ แล้วรู้สึกว่ามันทำได้แค่ 80% ของที่คาดหวัง ลองทดสอบใหม่อีกทีในอีกสองสามสัปดาห์! มันจะดีขึ้นมากๆ ดังนั้นอย่ายอมแพ้ต่อเทคโนโลยีนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”
พร้อมกับบอกว่าความกังวลเรื่อง “จุดจบของซอฟต์แวร์” เป็นเรื่องไร้สาระ โดย AI จะกลายเป็นอีกชั้นหนึ่งที่ซ้อนอยู่บนซอฟต์แวร์ ชั้นใหม่บนซอฟต์แวร์นี้จะเป็นแบบ agentic มันจะทำให้คุณใช้ซอฟต์แวร์ได้ดีขึ้นมาก และอีกเรื่องที่ไร้สาระคือ AI จะทำลายตำแหน่งงาน
ด้าน Amodei มองไปที่ช่องว่างระหว่างสิ่งที่เทคโนโลยีทำได้กับสิ่งที่โลกใช้จริง “ต่อให้เราหยุดเทคโนโลยีไว้ตรงนี้ เราก็ยังใช้ประโยชน์จากมันได้แค่ราว 5 หรือ 10 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าที่เป็นไปได้ทั้งหมด สัดส่วนของคนที่ได้เห็นสิ่งนี้และเห็นว่ามันเป็นไปได้ ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับคนที่จะได้ประโยชน์จากมัน”
ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้ Amodei ประหลาดใจที่สุดในรอบทศวรรษคือจังหวะก้าว “ไม่ใช่แค่ของเทคโนโลยี แต่ของฝั่งเศรษฐกิจด้วย” โดยอธิบายว่าเขาและผู้ร่วมก่อตั้งบางคนเป็นผู้คิดสูตร scaling laws ซึ่งทำนายได้ว่าโมเดลจะเก่งขึ้นตามพลังประมวลผลที่ใส่เข้าไป “แต่สิ่งที่เราไม่ได้ตระหนักคือมันจะทำให้บริษัทเหล่านี้โตเร็วขนาดนี้”
Benioff โฟกัสที่สิ่งที่ผู้ใช้จะสัมผัสได้ก่อน นั่นคือส่วนติดต่อผู้ใช้ “เราเห็นการปฏิวัติ interface มาหลายครั้ง จาก DOS สู่ GUI จาก GUI สู่เว็บ จากเว็บสู่มือถือ และวันนี้คุณจะได้เห็นส่วนติดต่อ AI ที่เป็นพลวัตและมีปัญญา ที่ประกอบขึ้นใหม่ได้และมีชีวิต”
แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือข้อจำกัดของ AI เพราะ “โมเดล AI เพียงลำพังบริหารองค์กรไม่ได้ และโมเดลยังเป็นระบบเชิงความน่าจะเป็นอย่างมาก มันพอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มันไม่ได้ยึดโยงกับชุดความจริงชุดเดียวแบบแอปพลิเคชันดั้งเดิมของคุณ”
ส่วน Altman พูดถึงอนาคตเชิงปฏิบัติว่า นอกจากควรนำเครื่องมือ AI มาใช้ในการทำงานแล้ว องค์กรยังจำเป็นต้องใช้มันเพื่อปกป้องธุรกิจจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ด้วย

