นายกฯ ชู 4 โจทย์โลก ‘การค้า-เทคโนโลยี-AI-Climate Change-สังคมสูงวัย’ เร่งปรับกฎกว่า 7,000 ฉบับ เปิดทางลงทุนระยะยาว พร้อมใช้ไทยเป็นฐานเชื่อมตลาดอาเซียน
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (3 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาในงาน Bangkok Business Summit 2026 ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงหลายด้านพร้อมกัน ทำให้ไทยไม่สามารถเลือกที่จะหยุดนิ่งได้ แต่ต้องเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนความท้าทายจากโลกให้เป็นโอกาสในการสร้างประเทศไทยที่แข็งแกร่ง แข่งขันได้ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
4 โจทย์โลก ไทยต้องเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส
อนุทินกล่าวว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากการเปิดกว้างและเชื่อมโยงกับโลก โดยไทยต้องเดินหน้า 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศต่างๆ การใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อสร้างองค์ความรู้และทักษะในประเทศ การเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ และการรับมือกับสังคมสูงวัย
สำหรับ AI ไทยไม่ควรเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาจากต่างประเทศ แต่ต้องลงทุนเพื่อสร้างความรู้ ทักษะ และขีดความสามารถในประเทศ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับแรงงาน และเปิดทางให้ธุรกิจไทยสามารถสร้างนวัตกรรมและแข่งขันได้
ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสีเขียวไม่ควรถูกมองเป็นเพียงต้นทุน แต่เป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนใหม่ โดย Climate Finance สามารถนำทรัพยากรจากทั่วโลกเข้ามาสนับสนุนพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น และการลงทุนที่อาศัยธรรมชาติเป็นฐาน
ส่วนสังคมสูงวัย ไทยต้องมองอายุที่ยืนยาวให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างเศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy) ที่ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี มีทักษะ และมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจได้นานขึ้น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ในธุรกิจสุขภาพ Wellness การท่องเที่ยว และเทคโนโลยี
ไทยเสนออะไรให้โลก? จุดแข็งไทยต้องไม่ใช่แค่ทำเล
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยต้องตอบให้ได้ว่า “ประเทศไทยมีอะไรเสนอให้โลก” โดยจุดแข็งของไทยไม่ได้มีเพียงทำเลที่ตั้ง แต่คือความลึกของระบบเศรษฐกิจ (Depth) ที่ทำให้บริษัทต่างชาติไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ เพราะไทยมีทั้งฐานลูกค้าอุตสาหกรรม แรงงานที่มีประสบการณ์ ซัพพลายเออร์ในประเทศ ระบบโลจิสติกส์ ดิจิทัล และบริการทางการเงิน
ไทยยังมีฐานอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดเศรษฐกิจอนาคตได้ ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยว รวมถึงสามารถเชื่อมโยงอุตสาหกรรมที่เคยแยกออกจากกัน เช่น การผลิตขั้นสูงกับเทคโนโลยีดิจิทัล เกษตรกับ Biotechnology และ Future Food สุขภาพกับ Wellness และ Longevity Economy รวมถึงพลังงานสะอาดกับยานยนต์ยุคใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data
“ไทยพร้อมเป็นมากกว่าฐานการผลิตหรือแค่ตลาด เราต้องการเป็นพันธมิตรในการสร้างอุตสาหกรรมที่จะกำหนดอนาคต ดังนั้น ผมขอเชิญชวนว่า อย่าเพียงแค่สร้างธุรกิจในไทย แต่จงสร้างไปกับประเทศไทย (Build with Thailand)”
เร่งปลดล็อกกฎหมายกว่า 7,000 ฉบับ หวังดึงลงทุนระยะยาว
อนุทินกล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ง่ายและคาดการณ์ได้สำหรับธุรกิจที่ต้องการลงทุนระยะยาว โดยจะเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบให้ชัดเจนขึ้น ตัดสินใจได้เร็วขึ้น มีโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อถือได้ เข้าถึงพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงมีแรงงานที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมใหม่
ปัจจุบันรัฐบาลอยู่ระหว่างทบทวนกฎและระเบียบลำดับรองมากกว่า 7,000 ฉบับ ที่อาจสร้างภาระโดยไม่จำเป็นต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ผ่านกระบวนการ Regulatory Guillotine พร้อมยกระดับมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติ
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการให้การลงทุนจากต่างประเทศเชื่อมโยงเข้ากับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ทั้งการพัฒนาซัพพลายเออร์ในประเทศ การฝึกอบรมแรงงาน การเสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs และการสร้างองค์ความรู้ใหม่ภายในประเทศ
อนุทินกล่าวทิ้งท้ายว่า การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings ที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคมนี้ จะเป็นโอกาสที่ไทยเปิดประเทศและแสดงให้โลกเห็นถึงศักยภาพของไทย โดยประเทศไทยมีจุดแข็งที่ประกอบกันหลายด้าน ทั้งฐานอุตสาหกรรม การเชื่อมต่อกับภูมิภาค ความสามารถในการเชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรม และการเป็นประเทศที่ผู้มีความสามารถจากทั่วโลกสามารถเข้ามาใช้ชีวิตและทำงานได้
“นี่คือประเทศไทยที่เราต้องการเปิดสู่โลก ด้วยความมั่นใจในสิ่งที่เรามี และจริงจังกับการทำให้การลงทุนที่มีคุณภาพประสบความสำเร็จ”

