ปลัดคลังเผย ‘ไทยเที่ยวไทย พลัส’ เตรียมปรับจากสูตรเดิมที่รัฐช่วยค่าที่พักเป็นสัดส่วน มาเป็นวงเงินอุดหนุนคงที่ต่อห้อง หวังปิดช่องโหว่โรงแรมขึ้นราคาตามเงินอุดหนุน พร้อมเพิ่มน้ำหนักไปที่ค่าใช้จ่ายต่อวัน ดึงเม็ดเงินลงสู่ร้านค้า-ภาคบริการ คาดใช้งบเงินกู้ มากกว่า 2,000 ล้านบาท
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (3 กันยายน) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทย พลัส’ ว่า โครงการจะมีลักษณะคล้ายกับโครงการ ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ในอดีต แต่จะมีการปรับปรุงเงื่อนไขหลายด้าน เพื่อปิดช่องโหว่ที่เคยเกิดขึ้น และทำให้เม็ดเงินภาครัฐลงไปถึงผู้ประกอบการภาคบริการซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจเป้าหมายมากขึ้น
สำหรับแนวทางเบื้องต้น หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียด มาตรการจะปรับรูปแบบการช่วยเหลือค่าที่พักจากเดิมที่รัฐออกให้เป็นสัดส่วนของราคาห้องพัก มาเป็นการกำหนดวงเงินช่วยเหลือในอัตราเดียว
เนื่องจากที่ผ่านมา การอุดหนุนในลักษณะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น รัฐช่วย 30% เคยทำให้เกิดปัญหาผู้ประกอบการบางรายปรับเพิ่มราคาห้องพักขึ้นตามวงเงินที่รัฐสนับสนุน
ดังนั้น แนวทางใหม่จะกำหนดวงเงินช่วยเหลือค่าที่พักเป็นจำนวนคงที่ ยกตัวอย่างสมมมติ เช่น หากกำหนดให้รัฐช่วย 1,000 บาทต่อห้อง ผู้ที่เลือกพักโรงแรมที่มีราคาสูงกว่าวงเงินดังกล่าวจะต้องรับผิดชอบส่วนต่างเอง ขณะที่ผู้ที่เลือกโรงแรมราคาต่ำกว่าจะใช้สิทธิได้ตามค่าใช้จ่ายจริง
“ใครอยู่โรงแรมแพงกว่านี้ก็ออกเองเยอะหน่อย ใครอยู่โรงแรมถูกก็ออกเองน้อยหน่อย หรือใครอยู่โรงแรมที่มีราคาพอดี ก็ไม่ต้องออกเองเลย”ลวรณกล่าว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขวงเงินอุดหนุนค่าที่พักที่แท้จริง รวมถึงจำนวนสิทธิ์และจำนวนคืนที่ประชาชนจะได้รับ ยังต้องรอรายละเอียดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นผู้เสนอ
นอกจากนี้ ลวรณยังมองว่า ควรลดสัดส่วนเงินที่ใช้สำหรับค่าห้องพักลง และนำวงเงินไปเพิ่มในส่วนของค่าใช้จ่ายต่อวันแทน เนื่องจากสามารถกำกับการใช้จ่ายผ่านระบบได้
“ลดค่าห้อง เพิ่มค่าใช้จ่ายดีกว่าไหม โรงแรมก็ได้ยอดไปเยอะแล้ว แล้วไปให้เงินในส่วนค่าใช้จ่ายต่อวันมากขึ้นแทนดีกว่า ซึ่งจะคุมงบประมาณได้ เพราะต้องจ่ายผ่านระบบ” ลวรณกล่าว
ไม่เพียงเท่านั้น ลวรณยังระบุว่า โครงการ ‘ไทยเที่ยวไทย พลัส’ จะเปิดผู้ประกอบการภาคบริกาคได้เข้ามาอยู่ในมาตรการด้วย เนื่องจากเป็นมาตรการที่มีเป้าหมายกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยตรง หลังไม่ได้รับการสนับสนุนในโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ที่ผ่านมา
สำหรับงบประมาณโครงการ ลวรณคาดว่าจะใช้งบมากกว่า 2,000 ล้านบาท โดยเป็นการใช้เงินจาก แผนงานที่ 1 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ส่วนรายละเอียดวงเงิน จำนวนสิทธิ์ และจำนวนคืนยังต้องรอข้อเสนอจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
สำหรับขั้นตอนการใช้เงินกู้ ลวรณชี้ว่า เมื่อกระทรวงเจ้าของโครงการจัดทำรายละเอียดและเสนอให้คณะกรรมการฯ กลั่นกรองเรียบร้อยแล้ว หากผ่านการพิจารณา โครงการจะถูกส่งกลับไปยังกระทรวงเจ้าของเรื่อง เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติต่อไป และลวรณเชื่อว่าโครงการจะเริ่มได้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
‘ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ’ จ่อเริ่มปีงบประมาณ 2570
ในส่วนความคืบหน้าแนวคิดจัดทำ ‘ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ’ ซึ่งผ่านการเห็นชอบของ ครม. ไปเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ลวรณระบุว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะเข้ามาช่วยพิจารณาและออกแบบกรมธรรม์ รวมถึงกลไกการรับประกันและการแบ่งภาระความเสี่ยงระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการใน ปีงบประมาณ 2570
โดยมีหลักการสำคัญคือ เปลี่ยนจากการที่ภาครัฐรับความเสี่ยงภัยพิบัติและใช้งบประมาณเยียวยาโดยตรง มาเป็นการนำความเสี่ยงเข้าสู่ระบบประกันภัย เพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงของภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ
เบื้องต้นรัฐบาลจะสนับสนุนเบี้ยประกันประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อจัดทำความคุ้มครองความเสียหายได้สูงถึงประมาณ 75,000 ล้านบาท สำหรับประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือน
ลวรณระบุว่า ปัจจุบันภาครัฐมีค่าใช้จ่ายในการเยียวยาภัยพิบัติเฉลี่ยประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี ดังนั้น การนำเงิน 15,000 ล้านบาทมาใช้เป็นเบี้ยประกันและขยายความคุ้มครองเป็น 75,000 ล้านบาท จึงเป็นกลไกที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงของภาครัฐ
ส่วนสาเหตุที่บริษัทประกันวินาศภัยกล้ารับ เป็นเพราะว่าการประเมินความคุ้มค่าของระบบประกันภัยจะต้องมองในระยะยาวประมาณ 5-10 ปี ไม่ใช่พิจารณาเป็นรายปี เพราะบางปีอาจเกิดภัยพิบัติรุนแรง ขณะที่บางปีอาจไม่มีเหตุการณ์สำคัญ
ที่สำคัญคือ บริษัทประกันภัยจะบริหารความเสี่ยงผ่านระบบประกันภัยและการทำ ‘Reinsurance’ หรือการประกันภัยต่อกับต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงออกไป
สำหรับการรับประกันจะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ตามขนาดและศักยภาพของบริษัทประกันวินาศภัย โดยจะไม่เปิดให้บริษัทขนาดเล็กเข้ามารับความเสี่ยงในสัดส่วนที่เกินศักยภาพ แต่จะมีการพิจารณาความสามารถทางการเงินและความแข็งแกร่งของแต่ละบริษัทก่อนจัดสรรความเสี่ยง
ในด้านการประเมินความเสียหายและการจ่ายสินไหม ลวรณระบุว่า จะมีการนำเทคโนโลยีและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยเพิ่มความรวดเร็ว เช่น การใช้ข้อมูลดาวเทียมตรวจสอบพื้นที่น้ำท่วม เพื่อช่วยให้การเคลมในขั้นต้นทำได้เร็วขึ้น ก่อนที่บริษัทประกันภัยจะลงพื้นที่ประเมินความเสียหายของทรัพย์สินในรายละเอียด

