ปิดฉากลงแล้วสำหรับการประชุมสุดยอด ‘องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้’ (SCO Summit) ณ กรุงบิชเคก ประเทศคีร์กีซสถาน ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม-1 กันยายนที่ผ่านมา โดยผลลัพธ์สำคัญที่ได้จากการประชุมครั้งนี้คือ ‘ปฏิญญาบิชเคก’ (Bishkek Declaration) ร่วมลงนามโดยผู้นำประเทศสมาชิก SCO ซึ่งรวมถึง สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน, วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย, นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย, เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน และ มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน
สาระสำคัญและจุดยืนร่วมใน ‘ปฏิญญาบิชเคก’ มีอะไรบ้าง
- การประณามการโจมตีทางทหารและการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวต่อ ‘อิหร่าน’
ปฏิญญานี้ร่วมกัน ‘ประณาม’ การโจมตีทางทหารต่อดินแดนของอิหร่านโดยสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ซึ่งส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตพลเรือนและสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยชี้ว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน พร้อมทั้งแสดงความเสียใจต่อการอสัญกรรมของ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
นอกจากนี้ สมาชิก SCO ยังแสดงจุดยืนร่วมกันในการ ‘คัดค้าน’ มาตรการบีบบังคับหรือการคว่ำบาตรฝ่ายเดียว (Unilateral Coercive Measures) ที่ขัดต่อกฎระเบียบของสหประชาชาติและองค์การการค้าโลก (WTO)
- การสนับสนุนสิทธิในประเด็นปาเลสไตน์
ที่ประชุมระบุในปฏิญญาว่า การโจมตีปาเลสไตน์ของอิสราเอล ส่งผลให้ภูมิภาคเอเชียตะวันตกขาดเสถียรภาพ และเน้นย้ำว่า หนทางเดียวที่จะบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพในตะวันออกกลางได้คือ การแก้ปัญหาปาเลสไตน์อย่าง ‘ครอบคลุมและยุติธรรม’
- การรับรองสิทธินิวเคลียร์ เพื่อสันติของอิหร่าน
สมาชิกกลุ่ม SCO ร่วมกัน ‘รับรองสิทธิ’ อันไม่อาจปฏิเสธได้ของอิหร่าน ภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) ในการวิจัย ผลิต และใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์ในทางสันติ โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ
จุดยืนนี้เป็นการ ‘สนับสนุน’ อิหร่าน ท่ามกลางภาวะสงครามที่ปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 โดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ที่อ้างว่า ใช้ปฏิบัติการทางทหาร เพื่อ ‘หยุดยั้ง’ ไม่ให้อิหร่านสร้างระเบิดนิวเคลียร์ และบีบให้อิหร่านยอมล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมด ซึ่งทาง SCO ‘เห็นพ้อง’ ว่า มาตรการใดๆ ที่เข้ามาจำกัดสิทธิ์ในส่วนนี้ถือว่า ‘ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ’
- แผนความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพลังงานสู่ปี 2030
เนื่องจากวิกฤตสงครามในอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการเดินเรือสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานและตลาดพลังงานโลก สมาชิก SCO จึงระบุในปฏิญญาว่า จะร่วมกัน ‘สนับสนุน’ ระบบการค้าพหุภาคีที่เปิดกว้าง โปร่งใส เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ
พร้อมตกลงที่จะนำ ‘ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของ SCO สู่ปี 2030’ และ ‘ยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านพลังงานของประเทศสมาชิก SCO สู่ปี 2030’ มาบังคับใช้ เพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินระหว่างกัน
- ความมุ่งมั่นในการต่อต้าน ‘ลัทธิก่อการร้าย’
นายกฯ อินเดีย ได้กล่าวโจมตีประเทศที่ใช้ลัทธิก่อการร้ายเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายและให้แหล่งพักพิงแก่ผู้ก่อการร้าย พร้อมเรียกร้องให้ละทิ้งการกระทำที่ ‘สองมาตรฐาน’ (Double Standards) ขณะที่นายกฯ ปากีสถานเน้นย้ำว่า ปากีสถานเองก็ตกเป็นเหยื่อและได้สูญเสียอย่างมหาศาลจากการต่อสู้กับลัทธิก่อการร้ายเช่นเดียวกัน
สมาชิกทั้งหมดร่วม ‘ให้คำมั่น’ ในปฏิญญาที่จะต่อสู้กับลัทธิก่อการร้าย ลัทธิแบ่งแยกดินแดน และลัทธิสุดโต่ง พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า การมี ‘สองมาตรฐาน’ ในการปราบปรามการก่อการร้ายเป็นสิ่งที่ ‘ไม่สามารถยอมรับได้’ และเรียกร้องให้ร่วมกันสกัดกั้นการเคลื่อนย้ายผู้ก่อการร้ายข้ามพรมแดน
บทสรุปของการประชุมสุดยอด SCO ณ กรุงบิชเคกในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของกลุ่มประเทศสมาชิกที่มีประชากรรวมกันถึง 43% ของโลก ในการสร้างแนวร่วม เพื่อลดทอนผลกระทบและถ่วงดุลอำนาจจากชาติตะวันตก ผ่านการลงนามใน ‘ปฏิญญาบิชเคก’ เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกันคัดค้านการคว่ำบาตรฝ่ายเดียว ประณามการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน และรับรองสิทธินิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์ในทางสันติของประเทศสมาชิกอย่างอิหร่าน พร้อมวางแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานร่วมกันผ่านยุทธศาสตร์ความร่วมมือสู่ปี 2030 แม้ว่าภายในกลุ่มจะยังคงมีจุดเปราะบางจากความตึงเครียดและการแสดงท่าทีขัดแย้งกันเองในประเด็นการแก้ปัญหาก่อการร้ายก็ตาม
ภาพ: Sputnik / Vyacheslav Prokofyev / Pool via Reuters
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/9/1/sco-slams-attacks-sanctions-on-iran-key-takeaways-from-bishkek-summit
- https://www.channelnewsasia.com/asia/sco-summit-kyrgyzstan-russia-china-iran-6348911
- https://news.cgtn.com/news/2026-08-29/How-Xi-Jinping-champions-Shanghai-Spirit-drives-SCO-cooperation-1Q0bYV8huyQ/p.html


