วันนี้ (1 กันยายน) วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันการแก้ปัญหาทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่นไม่ได้จบเพียงการเพิกถอนการบรรจุผู้เกี่ยวข้อง 3,868 ราย ระบุเป็นเพียงหนึ่งในกระบวนการ ขณะที่การขยายผลหาตัวการและตรวจสอบเส้นทางการเงินยังเดินหน้าควบคู่กัน พร้อมส่งข้อมูลผู้พบความผิดปกติ 5,925 ราย ให้ 5 หน่วยงาน ได้แก่ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. บก.ปปป. และ DSI ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่
วรศิษฎ์ กล่าวว่า สิ่งที่สังคมต้องการเห็นคือการดำเนินการที่ไปถึงต้นตอของปัญหา ไม่ใช่จัดการเฉพาะผู้ที่ปรากฏชื่ออยู่ในกระบวนการสอบหรือผู้ที่ได้รับการบรรจุแล้วเท่านั้น โดยต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างผู้ที่มีความผิดปกติ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต และผู้ที่อาจอยู่เบื้องหลัง
“เรื่องนี้เราไม่ได้มองแค่คนที่ปลายเหตุ แต่ต้องไล่ตั้งแต่คนที่ได้คะแนนผิดปกติ ไปถึงกระบวนการที่ทำให้เกิดการทุจริต และหากมีพยานหลักฐานถึงผู้สนับสนุน ผู้จัดการ หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย”
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ส่งข้อมูลผู้ที่พบความผิดปกติในการแก้ไขคะแนนจำนวน 5,925 ราย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้ว โดยแต่ละหน่วยงานมีอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน ทั้งการตรวจสอบการทุจริต การกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนการตรวจสอบเส้นทางการเงิน
ทั้งนี้ หน่วยงานที่ได้รับข้อมูลประกอบด้วย ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. บก.ปปป. และ DSI ซึ่งสามารถดำเนินการตรวจสอบและขยายผลตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน หากพบพยานหลักฐานว่ามีการกระทำความผิด ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
“มหาดไทยทำในส่วนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ส่วนหน่วยงานที่รับข้อมูลก็มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของตัวเอง เมื่อได้รับข้อมูลแล้วก็ขอให้ทุกหน่วยงานเดินหน้าตรวจสอบอย่างเต็มที่ หากพบการกระทำความผิดก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพื่อให้เรื่องนี้เกิดความกระจ่าง คนผิดต้องรับผิด และคนสุจริตต้องได้รับความเป็นธรรม”
ส่วนการจัดการกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทุจริต มหาดไทยได้ดำเนินการเพิกถอนการบรรจุผู้ที่เกี่ยวข้อง 3,868 ราย โดยมีผลพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ขณะที่ผู้ที่พบความผิดปกติอีกราว 2,000 ราย ซึ่งยังไม่ได้รับการบรรจุ จะไม่ถูกเรียกเข้ารับราชการ
ขณะเดียวกัน มหาดไทยมีแผนเรียกผู้สอบผ่านที่ถูกต้องและได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวมาบรรจุทดแทนในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อให้กระบวนการบรรจุบุคลากรกลับมาอยู่บนหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง
วรศิษฎ์ กล่าวว่า ตัวเลข 5,925 ราย และ 3,868 ราย เป็นคนละส่วนกัน โดย 5,925 รายเป็นกลุ่มที่พบความผิดปกติและมีการส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ส่วน 3,868 รายเป็นผู้ที่ได้รับการบรรจุแล้วและถูกเพิกถอนการบรรจุ จึงไม่ควรนำตัวเลขทั้งสองส่วนมาเปรียบเทียบว่าเป็นข้อมูลที่ขัดกัน
“เราต้องแยกให้ชัดว่าใครถูกแก้คะแนน ใครถูกบรรจุแล้ว และใครยังไม่ได้บรรจุ เพื่อให้การแก้ปัญหาถูกต้องและไม่กระทบคนที่สอบได้ด้วยความสุจริต”
วรศิษฎ์ ย้ำว่า การจัดการปัญหาครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่ต้องให้ความสำคัญกับผู้ที่เข้าสอบด้วยความสามารถและปฏิบัติตามกติกา เพราะคนกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการทุจริตที่เกิดขึ้น
“เราไม่ได้ต้องการแค่ปิดแฟ้มว่าเอาผิดคนไปแล้วกี่คน แต่ต้องทำให้คนไทยเห็นว่า ระบบราชการไม่ใช่พื้นที่สำหรับการซื้อขายโอกาส ใครโกงต้องรับผิด ใครอยู่เบื้องหลังต้องถูกสาวถึง และคนที่สอบด้วยความสุจริตต้องได้รับความเป็นธรรมกลับคืนมา”
วรศิษฎ์ กล่าวด้วยว่า การดำเนินการหลังจากนี้จึงต้องเดินหน้า 2 ส่วนพร้อมกัน คือ การจัดการผลจากการทุจริตที่เกิดขึ้นแล้ว และการขยายผลหาผู้กระทำผิด ผู้สนับสนุน หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมหาดไทยจะดำเนินการในส่วนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ขณะที่หน่วยงานที่ได้รับข้อมูลจะดำเนินการตามกฎหมายในส่วนที่รับผิดชอบ
“เรื่องนี้ไม่ใช่ถอนชื่อแล้วจบ แต่ต้องเดินหน้าต่อในทุกกระบวนการตามกฎหมาย และหากพบความผิดก็ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด ใครผิดต้องรับผิด ใครอยู่เบื้องหลังต้องสาวถึงต้นตอ และคนสุจริตต้องได้โอกาสของเขาคืนมา”


