ในสมรภูมิเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ปฏิเสธไม่ได้ว่า Data Center กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญ จากเดิมที่เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง สู่สินทรัพย์ที่หลายประเทศพยายามดึงเข้ามาลงทุน ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่กำลังเร่งเปิดประตูรับเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่ เพื่อปักหมุดการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค
ประเด็นสำคัญ
ภาพที่ประเทศเจ้าบ้านคาดหวัง คือ เม็ดเงินลงทุน รายได้ภาษี การจ้างงาน ตลอดจนโอกาสสร้างระบบนิเวศที่ดึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอื่นๆ ให้เข้ามาตาม ทว่าประสบการณ์จากประเทศที่เดินหน้าไปก่อนเริ่มเผยให้เห็นอีกด้านว่า สิ่งที่พ่วงมากับ Data Center ไม่ได้มีเพียงความล้ำสมัย แต่ยังมี ‘ราคาที่ต้องจ่าย’ ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
กรณีที่ชัดเจน คือ ‘กุ้ยอัน’ ในมณฑลกุ้ยโจวของจีน แม้ Data Center จะช่วยเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยห่างไกลให้กลายเป็นฐานอุตสาหกรรมดิจิทัล แต่ยังมีคำถามว่า เม็ดเงินมหาศาลสร้างงานและรายได้ให้คนในพื้นที่มากเพียงใด ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้ามไปยังรัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา โครงการขนาดยักษ์กำลังเผชิญแรงต้านจากชุมชน ทั้งเรื่องน้ำ พลังงาน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนสหราชอาณาจักร ความพยายามเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI กลับกำลังชนเข้ากับนโยบาย Green Belt และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
แม้ทั้งสามกรณีจะเกิดขึ้นคนละมุมโลก แต่บทเรียนเหล่านี้อยู่ไม่ไกลจากไทย ในวันที่ประเทศกำลังเร่งดึง Data Center ให้เข้ามาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล THE STANDARD ชวนถอดบทเรียนจากจีน สหรัฐฯ และอังกฤษว่า เมื่อศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เข้าไปตั้งอยู่ในพื้นที่จริง แต่ละประเทศได้อะไรกลับมา ต้องรับภาระอะไรเพิ่มขึ้น และมีอะไรที่ไทยควรมองให้รอบด้านก่อนเร่งเครื่องเข้าสู่การแข่งขันเดียวกัน
กุ้ยอัน: เมือง Data Center ของจีน คุ้มแค่ไหนกับราคาที่ต้องจ่าย
กุ้ยโจว มณฑลทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน คือหนึ่งในพื้นที่สำคัญของยุทธศาสตร์ Data Center ของประเทศ โดยมี ‘เขตใหม่กุ้ยอัน’ (Gui’an New Area) เป็นที่ตั้งของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่จากบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Huawei หรือ Tencent
ก่อนจะกลายมาเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัล กุ้ยโจวเคยเป็นพื้นที่ภูเขาห่างไกล มีการลงทุนไม่มาก ขณะที่เศรษฐกิจยังตามหลังเมืองใหญ่บริเวณชายฝั่งตะวันออกของจีน จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อรัฐบาลจีนเริ่มผลักดันอุตสาหกรรม Big Data ในกุ้ยโจวอย่างจริงจัง โดยหวังใช้เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเข้ามาช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่ ก่อนที่กุ้ยโจวจะได้รับอนุมัติให้เป็นเขตทดลอง Big Data ระดับชาติแห่งแรกของจีนในปี 2016
สาเหตุที่ทางการเลือกกุ้ยโจว เพราะพื้นที่ดังกล่าวเหมาะกับการตั้ง Data Center หลายด้าน นับตั้งแต่ภูมิประเทศที่ประกอบด้วยเทือกเขาสูง เหมาะกับการสร้างถ้ำเก็บข้อมูลที่ทนทานต่อภัยพิบัติ ขณะที่ยังมีสภาพอากาศเย็นตลอดทั้งปี ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานสำหรับระบบทำความเย็น
นอกจากนี้ กุ้ยโจวยังมีต้นทุนที่ดินและค่าไฟต่ำกว่าพื้นที่ชายฝั่ง เนื่องจากมีแหล่งพลังงานจำนวนมาก ทั้งพลังน้ำ ลม แสงอาทิตย์ และถ่านหิน ทำให้ค่าไฟถูกกว่ามณฑลชายฝั่งตะวันออกราว 30%
ต่อมา แนวทางดังกล่าวถูกขยายเป็นยุทธศาสตร์ ‘Eastern Data, Western Computing’ หรือการประมวลผลข้อมูลจากเมืองใหญ่ทางตะวันออกไปยังศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ตะวันตก เนื่องจากสองภูมิภาคมีข้อจำกัดและทรัพยากรที่แตกต่างกัน
กล่าวคือ พื้นที่ทางตะวันออกอย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และมณฑลกวางตุ้ง มีความต้องการกำลังประมวลผลสูง แต่เผชิญทั้งราคาที่ดินแพง พื้นที่จำกัด และความต้องการใช้ไฟที่สูงอยู่แล้ว ส่วนฝั่งตะวันตกมีพื้นที่มากกว่า ประชากรเบาบาง และมีแหล่งพลังงานจำนวนมาก แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจยังตามหลัง
ในช่วงแรก การเข้ามาของ Data Center เปลี่ยนพื้นที่รอบกุ้ยอันไปไม่น้อย ทั้งถนน ระบบไฟฟ้า ร้านค้า และธุรกิจบริการที่ขยายตัวตามการลงทุน โดย ซู เพ่ยฮวา เจ้าของร้านค้าในพื้นที่ให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่า แต่ก่อน บริเวณนี้เคยเป็นเพียงภูเขารกร้าง แต่เมื่อเริ่มมีการพัฒนา การเดินทางก็สะดวกขึ้น การค้าคึกคัก และเกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
ขณะที่ หลี่ ซีซิ่ว ชาวบ้านอีกคนยังระบุว่า ถนนสายหลักได้รับการพัฒนาขึ้น ส่วนคนในละแวกสามารถหางานใกล้บ้านได้มากขึ้น แทนที่จะต้องเดินทางไปทำงานที่อื่นเหมือนในอดีต
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงยังเห็นได้จากกิจกรรมรอบ Data Center ตั้งแต่ร้านอาหารที่รองรับพนักงานในช่วงพัก ไปจนถึงมหาวิทยาลัยที่เข้ามาตั้งในพื้นที่ ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีก็ทยอยเข้ามาตั้งฐาน ทำให้กุ้ยอันค่อยๆ เปลี่ยนจากพื้นที่ที่มีเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม ไปเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลของจีน
อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่า รายได้ของคนในพื้นที่จะเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน โดย แอนดรูว์ สโตโคลส์ จาก Singapore Management University ตั้งข้อสังเกตว่า Data Center ไม่ได้สร้างผลต่อเนื่องด้านการจ้างงานในท้องถิ่นจำนวนมากเสมอไป เพราะธุรกิจประเภทนี้ใช้เงินจำนวนมากกับที่ดิน อาคาร เครื่องจักร และเซิร์ฟเวอร์ แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วกลับไม่ได้ใช้แรงงานประจำจำนวนมาก
ขณะที่ข้อมูลจาก Research Institute for Democracy, Society and Emerging Technology (DSET) พบว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แม้ GDP ของกุ้ยโจวจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.4% แต่การเติบโตของค่าจ้างกลับอยู่ในอันดับรองสุดท้ายของประเทศ
อนึ่ง คาร์ตัส โป๋-เซียง โหยว และ แองเจลา โกลวักกี นักวิจัยของ DSET มองว่า ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ Data Center จะดึงการลงทุนจำนวนมากเข้าสู่ที่ดินและอุปกรณ์ แต่ผลต่อการเพิ่มรายได้เฉลี่ยของคนในพื้นที่ยังมีจำกัด
สิ่งที่กุ้ยโจวต้องแลกอีกด้าน คือ ภาระที่เพิ่มขึ้นทั้งต่อระบบไฟฟ้าและงบประมาณของรัฐ เพราะการดึง Data Center ขนาดใหญ่เข้ามา ไม่ได้หมายถึงแค่บริษัทเอกชนเข้ามาลงทุน แต่รัฐบาลท้องถิ่นเองก็ต้องลงทุนตาม ทั้งถนน ระบบไฟฟ้า และมาตรการจูงใจต่างๆ เพื่อให้บริษัทเลือกเข้ามาตั้งฐานในพื้นที่
หนึ่งในมาตรการที่ใช้ คือ ‘Computing Power Vouchers’ หรือคูปองที่รัฐช่วยออกค่าใช้บริการกำลังประมวลผลบางส่วน โดยบางมาตรการให้เงินสนับสนุนได้สูงถึง 30% เพื่อกระตุ้นให้บริษัทเข้ามาใช้ Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลในพื้นที่มากขึ้น
แต่การใช้เงินเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่กุ้ยโจวมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว โดย DSET ระบุว่า ในปี 2024 กุ้ยโจวอยู่ในกลุ่มมณฑลที่มีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้และหนี้ต่อ GDP สูงของจีน จึงเกิดคำถามตามมาว่า หากรัฐต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อดึง Data Center เข้ามา แต่รายได้และการจ้างงานของคนในพื้นที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน การลงทุนแบบนี้จะคุ้มค่ามากแค่ไหน
อีกปัญหาคือเรื่องไฟฟ้า เนื่องจาก Data Center ต้องใช้ไฟจำนวนมากตลอดเวลา โดยในไตรมาสแรกของปี 2025 การใช้ไฟฟ้าในเขตใหม่กุ้ยอันเพิ่มขึ้น 36.11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่การใช้ไฟของอุตสาหกรรม Big Data เพิ่มขึ้น 54.25% และกลุ่ม Data Center ขนาดใหญ่บางแห่งมีการใช้ไฟเพิ่มขึ้นถึง 517.18% ทำให้ความต้องการไฟฟ้าในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนต้องมีการขยายระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center
อนึ่ง AFP ยังตั้งข้อสังเกตว่า เสียงของคนในพื้นที่อาจไม่ได้สะท้อนออกมาอย่างครบถ้วนเหมือนในสหรัฐฯ หรือยุโรป เพราะการแสดงความเห็นคัดค้านในจีนถูกควบคุมค่อนข้างเข้มงวด โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาลกลาง
Stratos Project: Data Center ยักษ์กลางทะเลทรายของสหรัฐฯ
อีกหนึ่งกรณีที่น่าจับตาเกิดขึ้นที่รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา หลังในเดือนเมษายนที่ผ่านมา Military Installation Development Authority (MIDA) หน่วยงานของรัฐยูทาห์ที่ดูแลการพัฒนาพื้นที่เกี่ยวข้องกับฐานทัพ อนุมัติการจัดตั้งพื้นที่ Stratos Project หรือโครงการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในแฮนเซลแวลลีย์ (Hansel Valley) พื้นที่ทะเลทรายในเคาน์ตีบ็อกซ์เอลเดอร์ (Box Elder County) เขตการปกครองทางตอนเหนือของรัฐยูทาห์
โครงการดังกล่าวถูกจับตามองว่า อาจกลายเป็นหนึ่งในศูนย์ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เดิมมีพื้นที่โครงการประมาณ 40,000 เอเคอร์ ก่อนจะปรับลดลงเหลือประมาณ 20,000 เอเคอร์ในเวลาต่อมา โดยมีเป้าหมายรองรับทั้ง AI ระบบคลาวด์ รวมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและกองทัพสหรัฐฯ
จุดเด่นของแฮนเซลแวลลีย์ คือ ทำเลที่ตอบโจทย์โครงการขนาดใหญ่และงานด้านความมั่นคง เพราะอยู่ใกล้ฐานทัพ มีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรองรับ และมีท่อส่งก๊าซธรรมชาติรูบี (Ruby Pipeline) พาดผ่าน ทำให้ผู้พัฒนาวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตไฟให้ศูนย์ข้อมูลโดยตรง และลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบของรัฐ
ตามแผนล่าสุดของ O’Leary Digital ผู้พัฒนาโครงการ Stratos โครงการจะค่อยๆ พัฒนาเป็นระยะ โดยในระยะแรกมีแผนผลิตไฟฟ้าในพื้นที่สูงสุด 2 กิกะวัตต์ ก่อนขยายกำลังรวมในระยะยาวเป็นราว 7.5 กิกะวัตต์
นอกจากนี้ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะได้รับก็มีมูลค่าสูง โดยเคาน์ตีบ็อกซ์เอลเดอร์ประเมินว่า เมื่อโครงการพัฒนาเต็มรูปแบบ รายได้จากภาษีอาจเพิ่มขึ้นเป็นราว 108 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี
ปัจจุบัน ผู้พัฒนาตกลงที่จะจ่ายเงินล่วงหน้า 16.2 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเตรียมบริการสาธารณะ เช่น ตำรวจ หน่วยดับเพลิง และหน่วยฉุกเฉิน ขณะที่คาดว่า โครงการจะสร้างงานประจำราว 1,000-2,000 ตำแหน่ง
ส่วนประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดเรื่องหนึ่ง คือ การใช้น้ำ โดยเคาน์ตีบ็อกซ์เอลเดอร์ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลจะใช้ระบบหล่อเย็นแบบวงปิด ซึ่งสามารถนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำได้ ขณะที่ยังวางแผนใช้น้ำใต้ดินที่มีความเค็มสูง ไม่เหมาะกับการดื่มหรือทำการเกษตร พร้อมยืนยันว่า โครงการนี้จะไม่ดึงน้ำจากครัวเรือน ภาคเกษตร หรือทะเลสาบเกรตซอลต์ (Great Salt Lake) ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มขนาดใหญ่ของรัฐยูทาห์ มาใช้กับศูนย์ข้อมูล
อย่างไรก็ตาม แม้แผนล่าสุดของ Stratos จะวางกำลังรวมในระยะยาวไว้ราว 7.5 กิกะวัตต์ แต่การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จัดทำขึ้น ใช้แผนเดิมที่กำหนดกำลังไฟของโครงการไว้สูงถึง 9 กิกะวัตต์เป็นฐานในการคำนวณ
Utah Clean Energy องค์กรด้านพลังงานสะอาดประเมินว่า หากโครงการพัฒนาเต็มขนาด 9 กิกะวัตต์ และใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้า อาจปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ราว 30-41 ล้านตันต่อปี โดยขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าที่เลือกใช้
ขณะเดียวกัน ร็อบ เดวีส์ ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย Utah State ประเมินผลกระทบว่า ความร้อนจากทั้งการผลิตไฟฟ้าและการทำงานของเซิร์ฟเวอร์อาจถูกระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมในปริมาณมหาศาล
เดวีส์เปรียบเทียบว่า พลังงานความร้อนดังกล่าวอาจเทียบเท่ากับ ‘ระเบิดปรมาณูฮิโรชิมา’ ราว 23 ลูกต่อวัน และอาจทำให้อุณหภูมิในแฮนเซลแวลลีย์สูงขึ้นหลายองศา โดยในช่วงกลางคืนอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 4.4-6.7 องศาเซลเซียส
อีกข้อกังวลคือเรื่องสิทธิการใช้น้ำ หลังเจ้าของที่ดินยื่นขอเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้น้ำจากภาคการเกษตรเป็นภาคอุตสาหกรรม มีปริมาณมหาศาลถึง 2.34 พันล้านลิตร จนนำไปสู่การยื่นคัดค้านมากกว่า 3,700 ครั้ง ก่อนที่จะมีการถอนคำขอดังกล่าว พร้อมระบุว่า จะกลับมายื่นใหม่ในอนาคต
ปัจจุบัน Stratos ยังอยู่ในขั้นพัฒนาและเตรียมการก่อนก่อสร้าง โดยผู้พัฒนายังต้องดำเนินขั้นตอนด้านการวางผัง การขอสิทธิใช้ที่ดิน การขอใบอนุญาต และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม ก่อนที่จะสามารถเดินหน้าก่อสร้างโครงการได้เต็มรูปแบบ
ขณะเดียวกัน แรงคัดค้านจากคนในพื้นที่ยังดำเนินต่อไป หลังคำขอให้จัดประชามติเกี่ยวกับโครงการถูกปฏิเสธ จนนำไปสู่การยื่นเรื่องต่อศาล ขณะที่ O’Leary Digital และเคาน์ตีบ็อกซ์เอลเดอร์ ได้ขอให้ศาลยกฟ้องคดีดังกล่าวในช่วงต้นเดือนสิงหาคม
นอกจากนี้ เคาน์ตีบ็อกซ์เอลเดอร์ยังประกาศพักรับคำขอโครงการ Data Center ใหม่เป็นเวลา 180 วัน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน เพื่อทบทวนกฎและมาตรฐานสำหรับโครงการประเภทนี้ ทว่ามาตรการดังกล่าวไม่มีผลต่อ Stratos เนื่องจากพื้นที่โครงการอยู่ภายใต้การกำกับของ MIDA แล้ว
East Havering: อังกฤษหนีเสือปะจระเข้ เมื่อ AI ชนเป้าหมายทางสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบัน สหราชอาณาจักรกำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI โดยในปี 2024 ทางการได้ยกระดับ Data Center ให้เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของชาติ’ ภายใต้วิสัยทัศน์ว่า เศรษฐกิจ ความมั่นคง และการจัดเก็บข้อมูลสำคัญของประเทศ ต่างต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความมั่นคงและเพียงพอ
นอกจากนี้ อังกฤษยังตั้งเป้าเพิ่มกำลังประมวลผลของ AI Research Resource (AIRR) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวเตอร์กำลังสูงสำหรับนักวิจัยและสตาร์ทอัพ ให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20 เท่าภายในปี 2030 พร้อมผลักดันพื้นที่ AI Growth Zones เพื่อเร่งสร้าง Data Center และดึงการลงทุนเข้าประเทศ ทว่าการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ก็มาพร้อมกับคำถามเรื่องพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการใช้พื้นที่
หนึ่งในโครงการที่กำลังเผชิญข้อถกเถียง คือ East Havering Data Centre Campus (EHDCC) ซึ่งมีแผนสร้างในหมู่บ้านนอร์ทอ็อกเคนดอน (North Ockendon) เขตฮาเวอร์ริง (Havering) ทางตะวันออกของกรุงลอนดอน บนพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ในแนว ‘Green Belt’ หรือ ‘พื้นที่สีเขียว’ ที่กำหนดไว้เพื่อควบคุมการขยายตัวของเมือง
ทั้งนี้ Digital Reef ผู้พัฒนาโครงการ วางเงินลงทุนไว้ราว 14.7 พันล้านปอนด์ โดยเสนอให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับรองรับ AI ระบบคลาวด์ และบริการดิจิทัลที่ต้องการศูนย์ข้อมูลอยู่ใกล้กรุงลอนดอน
North Ockendon ถูกเลือกเป็นพื้นที่ตั้ง Data Center เพราะตั้งอยู่ใกล้สถานีไฟฟ้า Warley Substation ซึ่งสามารถเชื่อมต่อสายส่งไฟฟ้าแรงสูงมายังโครงการได้ ขณะที่การมีพื้นที่ใกล้ลอนดอนจะทำให้การรับส่งข้อมูลรวดเร็วขึ้น ซึ่งจำเป็นต่อบริการบางประเภทที่ต้องการเร่งประมวลผลข้อมูล
สำหรับแผนเบื้องต้น ฝ่ายผู้พัฒนาระบุว่า โครงการจะนำเงินลงทุน งาน และโครงสร้างพื้นฐานใหม่เข้ามาในพื้นที่ พร้อมจัดสรรพื้นที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของโครงการให้เป็นสวนและพื้นที่ธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
นอกจากนี้ Digital Reef ยังวางแผนนำความร้อนที่เกิดจากการทำงานของเซิร์ฟเวอร์กลับมาใช้ประโยชน์ เช่น การทำน้ำร้อนหรือระบบทำความร้อนในบ้านเรือน โดยตั้งเป้าสร้างระบบที่รองรับความร้อนได้สูงสุด 179 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่า จะส่งความร้อนไปใช้กับบ้านเรือนในเขตฮาเวอร์ริงได้ราว 1,900 หลัง รวมถึงโรงเรือนปลูกพืชขนาดใหญ่ในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลเริ่มชัดขึ้นเมื่อมองไปที่ปริมาณไฟฟ้าที่โครงการต้องใช้ หลัง The Guardian รายงานอ้างอิงเอกสารประเมินผลกระทบของโครงการว่า หากศูนย์ข้อมูลมีการใช้งานเฉลี่ย 50% อาจใช้ไฟฟ้าราว 2.65 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี เทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของบ้านในอังกฤษมากกว่า 1 ล้านหลัง
เอกสารดังกล่าวยังประเมินว่า โครงการอาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 1.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งอาจสูงถึงราว 72.4 ล้านตันตลอดอายุโครงการ 60 ปี พร้อมระบุว่า การปล่อยคาร์บอนในระดับดังกล่าวไม่สอดคล้องกับแนวทางจำกัดอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส และเป้าหมาย Net Zero ของสหราชอาณาจักร
นอกจากเรื่องไฟฟ้าและคาร์บอนแล้ว ทำเลของโครงการก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ เพราะพื้นที่ดังกล่าวยังถูกใช้ทำการเกษตร และอยู่ในแนว Green Belt รอบกรุงลอนดอน ทำให้กลุ่มชาวบ้านออกมาคัดค้านโครงการ โดยให้เหตุผลว่า พื้นที่บางส่วนยังใช้ปลูกข้าวสาลีและบาร์เลย์ ซึ่งการก่อสร้างจะกระทบต่อพื้นที่เกษตร แหล่งน้ำ รวมถึงสร้างเสียงรบกวนให้กับชุมชนโดยรอบ
ปัจจุบัน East Havering Data Centre Campus ยังไม่ได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้าย หลังการรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นทางการปิดลงเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา
หลังจากนี้ หน่วยงานวางผังของเขตฮาเวอร์ริงจะพิจารณาความเห็นของประชาชนและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอเรื่องให้ Strategic Planning Committee พิจารณาว่า จะรับรองแผนดังกล่าวหรือไม่
แฟ้มภาพ: Alexander Steamaze / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.theguardian.com/uk-news/2026/aug/21/proposed-london-datacentre-will-have-annual-carbon-footprint-of-27000-flights-to-new-york
- https://www.japantimes.co.jp/news/2026/08/26/asia-pacific/china-rural-data-centers-power-ai/
- https://datacentremagazine.com/news/will-guizhou-emerge-as-chinas-ai-data-centre-powerhouse
- https://biz.chosun.com/en/en-industry/2026/04/11/WNN6IPHECZD7BELWEMDFGQAABU/
- https://www.taipeitimes.com/News/biz/archives/2026/08/30/2003863349
- https://www.ksl.com/article/51595304/data-center-alley
- https://www.idcnova.com/news/East-Data-West-Computing-Guizhous-deployment-for-China-East-Data-West-Computing-Project-1054
- https://www.environmentenergyleader.com/stories/kevin-oleary-data-center-approved-in-box-elder-utah,125231
- https://dialogue.earth/en/energy/is-chinas-energy-system-ready-for-the-ai-boom/
- https://www.newsfromthestates.com/article/illusion-and-truth-box-elder-stratos-data-center%C2%A0
- https://www.theguardian.com/us-news/2026/jun/08/datacenter-ai-drought-water
- https://www.easthaveringdatacentre.com/objection-examples
- https://elflaw.org/past-cases/green-belt-at-risk-community-challenges-east-havering-data-centre/
- https://www.dezeen.com/2026/05/15/stratos-data-center-designs-gensler-utah/


