×

กระแสต่อต้าน Data Center ลามทั่วสหรัฐฯ จนแม้แต่ ‘เกษตรกร’ ก็กลายเป็นแนวหน้า เพราะน้ำที่เคยเลี้ยงวัวกำลังถูกดึงไปหล่อเย็นเซิร์ฟเวอร์

27.08.2026
  • LOADING...
ภาพวัวกำลังเล็มหญ้าในฟาร์มปศุสัตว์ ท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเขียว 3

HIGHLIGHTS

  • กระแสต่อต้าน Data Center ในสหรัฐฯ ลามไปทั่วประเทศ จนเฉพาะ 3 เดือนแรกของปีนี้ มีโครงการอย่างน้อย 75 โครงการ มูลค่ารวมราว 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.25 ล้านล้านบาท) ถูกระงับหรือเลื่อนออกไปเพราะแรงต้านของคนในพื้นที่
  • เหตุผลหลักมี 3 ข้อ คือค่าไฟ, น้ำ และความกลัวว่า AI จะแย่งงาน โดยรัฐนิวยอร์กมีราคาไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเกือบ 68% นับตั้งแต่ปี 2562 ขณะที่ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียพบว่าคนอเมริกันกว่า 60% ค้านการสร้างในพื้นที่ตัวเอง เพิ่มจาก 49% เมื่อเดือนมีนาคม
  • กลุ่มที่ออกมาต่อต้านหนักที่สุดกลุ่มหนึ่งคือเกษตรกรและเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ ที่กังวลว่า Data Center จะแย่งทั้งที่ดิน ไฟฟ้า และน้ำที่จำเป็นต่อการเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูก โดยปัจจุบันมี Data Center ที่สร้างเสร็จแล้วหรือกำลังก่อสร้างทั่วสหรัฐฯ ราว 5,000 แห่ง
  • ฝั่งอุตสาหกรรมโต้ว่า Data Center ใช้น้ำน้อยกว่าการทำเกษตรมาก เพราะใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศตลอด 90% ของปี และชี้ว่าไม่มีใครบังคับให้เกษตรกรขายที่ดิน ขณะที่ความจริงอีกด้านคือภาคเกษตรเองก็เริ่มพึ่งพา AI ในการจัดการฟาร์มมากขึ้น
  • นิวยอร์กกลายเป็นรัฐแรกที่สั่งห้ามสร้าง Data Center ขนาด 50 เมกะวัตต์ขึ้นไปเป็นเวลาไม่เกิน 1 ปี ทำให้บริษัทเทคโนโลยีต้องเร่งกู้ภาพลักษณ์ ทั้งการรับคนมาดูแลชุมชนโดยเฉพาะ, การตั้งกองทุนให้ท้องถิ่น และการสนับสนุนงานในพื้นที่อย่างงานโรดิโอกับคอนเสิร์ต

อดีตนักอเมริกันฟุตบอลชื่อดังถือโหลปัสสาวะเดินข้ามทุ่งมุ่งหน้าไปยัง Data Center พร้อมร้องเพลงว่า ‘เรามาฉี่ใส่คอมพิวเตอร์เพื่อกอบกู้มนุษยชาติกันเถอะ’

 

 
 

นี่คือโฆษณาความยาว 90 วินาทีของแบรนด์เครื่องดื่ม Liquid Death ที่ร่วมกับ Garage Beer ปล่อยออกมาเมื่อไม่นานมานี้ โดยชวนให้คนส่งปัสสาวะไปช่วยหล่อเย็น Data Center แทนการใช้น้ำ ซึ่งกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว

 

เบื้องหลังมุกตลกร้ายชิ้นนี้คือความจริงที่ว่ากระแสต่อต้าน Data Center ในสหรัฐฯ ลุกลามไปไกลกว่าที่ใครคาด จากเดิมที่เป็นเรื่องของคนไม่กี่กลุ่มในพื้นที่ กลายเป็นประเด็นที่คนทั้งประเทศพูดถึง จนแบรนด์เครื่องดื่มหยิบมาทำโฆษณาขายของได้

 

ความรุนแรงของกระแสนี้วัดออกมาเป็นตัวเลขได้ เพราะเฉพาะ 3 เดือนแรกของปีนี้ มีโครงการ Data Center อย่างน้อย 75 โครงการ มูลค่ารวมราว 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.25 ล้านล้านบาท) ที่ถูก ‘ระงับหรือเลื่อน’ ออกไปเพราะแรงต้านของคนในพื้นที่ ตามรายงานของ Bloomberg


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อคลื่นทุน ‘Data Center’ ทะลักเข้าไทยและกินไฟมหาศาล กรณีศึกษาสิงคโปร์-มาเลเซีย กับวิกฤตแย่งน้ำ-ไฟ เมื่อคลื่นทุน ‘Data Center’ ทะลักเข้าไทยและกินไฟมหาศาล กรณีศึกษาสิงคโปร์-มาเลเซีย กับวิกฤตแย่งน้ำ-ไฟ
4 ส.ค. 2569 | 18:14
ทำไมสมรภูมิ Data Center ในเอเชียกลาง ถึงแข่งขันกันดุเดือด ทำไมสมรภูมิ Data Center ในเอเชียกลาง ถึงแข่งขันกันดุเดือด
5 ส.ค. 2569 | 16:52
บีโอไอรับลูกระเบียบใหม่ ยกระดับคัดกรอง Data Center บีบค่ายเทคจ่ายค่าไฟ-น้ำอัตราพิเศษ พร้อมกางแผนยึดประโยชน์ประเทศเป็นหลัก บีโอไอรับลูกระเบียบใหม่ ยกระดับคัดกรอง Data Center บีบค่ายเทคจ่ายค่าไฟ-น้ำอัตราพิเศษ พร้อมกางแผนยึดประโยชน์ประเทศเป็นหลัก
6 ส.ค. 2569 | 14:50

 

ค่าไฟ, น้ำ และงาน คือ 3 เหตุผลที่คนอเมริกันไม่เอาด้วย

 

ความไม่พอใจนี้ไม่ได้เกิดจากอคติต่อเทคโนโลยีลอยๆ แต่มาจากบิลค่าไฟที่คนต้องจ่ายจริงทุกเดือน

 

อย่างในรัฐนิวยอร์ก ที่ราคาไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเกือบ 68% นับตั้งแต่ปี 2562 ขณะที่ Data Center ขนาดใหญ่บางแห่งใช้ไฟมากเทียบเท่าเมืองขนาดกลางทั้งเมือง

 

เรื่องน้ำเป็นอีกจุดที่คนกังวลไม่แพ้กัน เพราะ Data Center ต้องใช้น้ำจำนวนมากเพื่อระบายความร้อนให้เซิร์ฟเวอร์นับพันเครื่องที่ทำงานตลอดเวลา ซึ่งในหลายพื้นที่คือน้ำก้อนเดียวกับที่ชุมชนใช้อยู่

 

ส่วนเหตุผลข้อที่สามคือความกลัวว่า AI จะแย่งงาน ทำให้ Data Center กลายเป็น ‘ตัวแทนที่จับต้องได้’ ของความกังวลนั้น เพราะมันคือตึกที่ตั้งอยู่ในละแวกบ้าน ต่างจาก AI ที่เป็นแค่ซอฟต์แวร์ที่มองไม่เห็น

 

อารมณ์ของคนอเมริกันปรากฏอยู่ในผลสำรวจหลายสำนัก โดยรายงานของ Pew Research Center ระบุว่าคนอเมริกันเกินครึ่งรู้สึกกังวลมากกว่าตื่นเต้นกับการใช้ AI ในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเพิ่มจาก 37% เมื่อปี 2564 ขณะที่ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียพบว่าคนอเมริกันกว่า 60% ค้านการสร้าง Data Center ใหม่ในพื้นที่ตัวเอง เพิ่มจาก 49% เมื่อเดือนมีนาคม ส่วน Bloomberg รายงานว่าตัวเลขผู้คัดค้านอยู่ที่ราว 70%

 

จุดที่ผิดปกติคือเรื่องนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่คนอเมริกันทั้งฝั่งเดโมแครตและรีพับลิกันเห็นตรงกัน ในประเทศที่แทบไม่เคยเห็นตรงกันในเรื่องอื่นเลย

 

เมื่อ ‘เกษตรกร’ กลายเป็นแนวหน้าของการต่อต้าน

 

กลุ่มที่ออกมาคัดค้านหนักที่สุดกลุ่มหนึ่งในเวลานี้ ไม่ใช่นักสิ่งแวดล้อมหรือนักการเมือง แต่เป็น ‘เกษตรกร’ และ ‘เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์’

 

ลองดูเรื่องของ คลินต์ แมคเร เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์รุ่นที่ 4 ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐมอนแทนา ที่เริ่มต้นจากการที่บริษัทสาธารณูปโภคในพื้นที่เข้าซื้อที่ดินสำหรับเลี้ยงวัวราว 6,000 เอเคอร์ ห่างจากฟาร์มของเขาไปราว 30 ไมล์

 

หลังไล่ดูประกาศรับสมัครงานทางออนไลน์และคุยกับเจ้าของฟาร์มคนอื่นในพื้นที่ เขาสรุปได้ว่าที่ดินผืนนั้นน่าจะกำลังจะกลายเป็น Data Center ขนาดใหญ่อีกแห่ง จากหลายแห่งที่ทยอยเข้ามาในมอนแทนาตลอดปีที่ผ่านมา

 

ภาพวัวกำลังเล็มหญ้าในฟาร์มปศุสัตว์ ท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเขียว

 

สิ่งที่แมคเรกังวลที่สุดคือ ‘น้ำ’ เพราะน้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนเลี้ยงวัวในที่ราบฝั่งตะวันตก ซึ่งต้องลดขนาดฝูงวัวลงมาหลายปีแล้วเพื่อรับมือกับภัยแล้ง และเขามองว่าน้ำในพื้นที่จะต้องถูกส่งไปเลี้ยง Data Center แห่งใหม่ แทนที่จะไปหล่อเลี้ยงทุ่งหญ้าและลูกวัวของเกษตรกร ซึ่งอาจทำให้จำนวนวัวในมอนแทนาลดลงอย่างถาวร

 

คำถามที่เขาโยนใส่เวทีประชาคมมีอยู่ข้อเดียว นั่นคือถ้าปีไหนแล้งอย่างปีนี้ ใครจะเป็นฝ่ายที่ต้องยอมถอย ก่อนตอบเองว่าคำตอบคือ ‘ภาคเกษตร’

 

โฆษกของ NorthWestern Energy บริษัทสาธารณูปโภคที่ซื้อที่ดินผืนนั้น ระบุว่ายังไม่มีการตัดสินใจใดๆ และยังไม่มีกรอบเวลาสำหรับพื้นที่ดังกล่าว โดยอธิบายว่าการซื้อที่ดินไว้ก่อนช่วยให้บริษัทมีทางเลือกในอนาคต โดยไม่ต้องเร่งตัดสินใจจนกระทบความมั่นคงของระบบหรือต้นทุน

 

ความกังวลของแมคเรไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัว เพราะเกษตรกรและเจ้าของฟาร์มทั่วอเมริกากำลังส่งสัญญาณเตือนเรื่องเดียวกัน คือการที่ Data Center เข้ามาแย่งทั้งที่ดิน, ไฟฟ้า และน้ำ ที่จำเป็นต่อการเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูก

 

ฟิลิป เนลสัน ประธาน Illinois Farm Bureau และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดกับถั่วเหลืองรุ่นที่ 4 เปรียบสถานการณ์นี้ว่าเหมือนการแย่งกันจับจองที่ดินในยุคบุกเบิก ที่ ‘ใครไปถึงก่อนได้ก่อน’

 

เหตุผลที่ที่ดินเกษตรตกเป็นเป้าหมายก็ตรงไปตรงมา เพราะ Data Center ต้องการ ‘ที่ดินผืนใหญ่’ ที่ราบเรียบ พร้อมน้ำและพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่เกษตรกรต้องการพอดี โดยข้อมูลจาก American Farm Bureau Federation ประเมินว่าปัจจุบันมี Data Center ที่สร้างเสร็จแล้วหรือกำลังก่อสร้างอยู่ทั่วสหรัฐฯ ราว 5,000 แห่ง

 

สิ่งที่เนลสันกังวลไปไกลกว่านั้นคือ ถ้าตลาด AI พังลงมา ที่ดินเกษตรที่ดีที่สุดของอเมริกาอาจต้องแบก Data Center ที่ไม่ได้ใช้งานเอาไว้ พร้อมชี้ว่าการเอาที่ดิน 1,000 เอเคอร์ออกจากการเพาะปลูกเพื่อสร้างแค่แห่งเดียว ถือเป็นการใช้พื้นที่ที่ใหญ่มาก

 

แม้เขาจะจัดประชุมกับเกษตรกรทั่วรัฐและพาคนไปคุยกับสมาชิกสภาที่รัฐสภาแล้ว แต่ก็ยอมรับว่ายังผลักดันได้ยาก

 

ปัญหานี้ยังซ้อนทับกับแนวโน้มเดิมที่ที่ดินเกษตรของสหรัฐฯ ลดลงอยู่แล้ว จากทั้งการขยายตัวของที่อยู่อาศัย, การควบรวมฟาร์ม และการเปลี่ยนที่ดินเลี้ยงสัตว์เป็นพื้นที่ล่าสัตว์ในรัฐฝั่งตะวันตก โดยข้อมูลสำมะโนเกษตรล่าสุดของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ระบุว่าระหว่างปี 2560-2565 พื้นที่เพาะปลูกหายไปเป็นบริเวณกว้างเทียบเท่ารัฐเมนของสหรัฐฯ ทั้งรัฐ ซึ่ง Data Center อาจเร่งให้แนวโน้มนี้เร็วขึ้น

 

ฝั่งอุตสาหกรรมยืนยันว่าใช้น้ำน้อยกว่าการทำเกษตรมาก

 

ฝั่งผู้สร้าง Data Center มีคำอธิบายของตัวเองที่ต่างออกไปคนละทาง

 

แดน ดิโอริโอ รองประธานฝ่ายนโยบายระดับรัฐของ Data Center Coalition กลุ่มการค้าที่รวมบริษัทเทคโนโลยีผู้สร้าง Data Center เอาไว้ ระบุว่า Data Center ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและใช้น้อยกว่าการผลิตทางการเกษตรมาก

 

เขาอธิบายว่าเพื่อบริหารทรัพยากร Data Center มักใช้ระบบผสม คือใช้การระบายความร้อนด้วยอากาศตลอด 90% ของปี แล้วค่อยสลับไปใช้ระบบที่ใช้น้ำเฉพาะในวันที่ร้อนที่สุด

 

ส่วนเรื่องค่าไฟ ดิโอริโอชี้ว่า Data Center ไม่จำเป็นต้องทำให้บิลค่าไฟแพงขึ้นเสมอไป โดยยกตัวอย่างว่าบริษัทสาธารณูปโภคในบางรัฐอย่างอินเดียนาและจอร์เจีย กำลังลดหรือตรึงอัตราค่าไฟเพราะมีรายได้จาก Data Center เข้ามา

 

ภาพวัวกำลังเล็มหญ้าในฟาร์มปศุสัตว์ ท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเขียว 1

 

ประเด็นที่เขาโต้แย้งแรงที่สุดคือเรื่องการสูญเสียที่ดินเกษตร โดยชี้ว่าไม่มีใครบังคับให้เกษตรกรขายที่ดิน และมองว่าข้อโต้แย้งนี้ ‘ชวนงุนงง’ เพราะสุดท้ายแล้วมันคือการซื้อขายระหว่างเจ้าของทรัพย์สินกับคนที่อยากซื้อ

 

ความจริงก็มีเกษตรกรบางรายที่ปฏิเสธข้อเสนอหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับฟาร์มของครอบครัว แต่เนลสันจาก Illinois Farm Bureau ยอมรับว่าการได้เป็น ‘เศรษฐีในชั่วข้ามคืน’ ก็เป็นแผนเกษียณที่สะดวกสำหรับเกษตรกรอเมริกันที่อายุมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจภาคเกษตรไม่ดี

 

ที่ซับซ้อนกว่านั้นคือ ภาคเกษตรเองก็พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ Data Center ให้บริการมากขึ้นเรื่อยๆ โดย Cargill ยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตร มีระบบตรวจจับภาพด้วย AI ชื่อ CarVe ที่เริ่มนำมาใช้ในโรงงานแปรรูปเนื้อวัวแล้ว

 

เดบบี ไลออนส์-ไบลธ์ เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์จากรัฐแคนซัส พูดถึงความย้อนแย้งนี้ตรงๆ โดยบอกว่าการสูญเสียทุ่งหญ้าที่วัวใช้เดินเล็มเป็นปัญหาจริง แต่ตัวเธอเองก็หันมาใช้ AI ช่วยจัดการฟาร์มมากขึ้นเช่นกัน พร้อมยอมรับว่า Data Center สำคัญกับเธอมากด้วยเหมือนกัน

 

นิวยอร์กกลายเป็นรัฐแรกที่สั่งห้ามสร้าง Data Center

 

เมื่อคนในพื้นที่ไม่พอใจ นักการเมืองก็ต้องขยับตาม โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม เมื่อ แคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารห้ามสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ที่ใช้ไฟตั้งแต่ 50 เมกะวัตต์ขึ้นไปเป็นเวลาไม่เกิน 1 ปี ทำให้ ‘นิวยอร์ก’ กลายเป็นรัฐแรกของสหรัฐฯ ที่ออกคำสั่งลักษณะนี้

 

เธอระบุว่า Data Center ระดับไฮเปอร์สเกลเหล่านี้ใช้พลังงานมหาศาลจนแทบจะเกินกำลังของระบบไฟฟ้า และผลักต้นทุนไปให้ผู้ใช้ไฟในพื้นที่ ซึ่งเธอไม่ยอมให้ต้นทุนนั้นตกไปอยู่กับชาวนิวยอร์ก

 

แต่คำสั่งนี้ก็เจอเสียงค้านทันที โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐนิวยอร์กจากพรรครีพับลิกันกลุ่มหนึ่งเขียนจดหมายถึงผู้ว่าการรัฐว่า การสั่งห้ามทั้งรัฐเป็น ‘คำตอบที่ผิดสำหรับคำถามที่ถูก’ เพราะมันแช่แข็งการลงทุนและดึงอำนาจตัดสินใจออกจากชุมชนที่ควรเป็นคนตัดสินเอง

 

ฝั่ง Data Center Coalition ก็เตือนว่าการสั่งพักโครงการจะทำให้เงินลงทุน, งาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจไหลไปที่อื่นแทนที่จะมาที่นิวยอร์ก โดยจะส่งผลกระทบไกลเกินกว่าอุตสาหกรรม Data Center

 

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาปกป้อง Data Center อย่างหนักแน่น โดยระบุว่าถ้าเขาเป็นนายกเทศมนตรีหรือผู้ว่าการรัฐ เขาจะต้อนรับ Data Center แน่นอนเพราะมันสร้างงานมหาศาลและจ่ายภาษีมหาศาล พร้อมเตือนว่าถ้าไม่รับไว้ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

ความอึดอัดนี้เห็นได้จากท่าทีที่กลับไปกลับมาของนักการเมืองที่เคยสนับสนุน โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน เกร็ก แอบบอตต์ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส เคยประกาศว่ารัฐของเขาคือศูนย์กลางการพัฒนา AI พร้อมประกาศการลงทุน 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.31 ล้านล้านบาท) ของ Google

 

แต่ไม่ถึงปีต่อมา เขากลับสั่งระงับการอนุมัติ Data Center ใหม่ราว 1,800 แห่ง ด้วยเหตุผลว่าใช้ไฟและน้ำมากเกินไป โดยอธิบายว่าประเด็น Data Center ผุดขึ้นทั่วรัฐโดยไม่มีการกำกับดูแลใดๆ ซึ่งการสั่งพักครั้งนี้มีขึ้นเพื่อให้หน่วยงานกำกับมีเวลาศึกษาผลกระทบ

 

ภาพวัวกำลังเล็มหญ้าในฟาร์มปศุสัตว์ ท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเขียว 2

 

บริษัทเทคโนโลยีเททั้งเงินและคนลงพื้นที่เพื่อกู้ภาพลักษณ์

 

เมื่อกระแสต้านกลายเป็นอุปสรรคต่อแผนลงทุนที่บริษัทเทคโนโลยีมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการชนะการแข่งขันด้าน AI พวกเขาจึงเริ่มขยับ

 

สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือการรับคนเข้ามาทำงานด้านชุมชนโดยเฉพาะ โดย OpenAI กำลังหาหัวหน้าฝ่ายการมีส่วนร่วมกับชุมชน ซึ่งมีหน้าที่ ‘ลดความเสี่ยงจากการต่อต้าน’ Data Center ในรัฐโอไฮโอและจอร์เจีย ส่วน Meta กำลังหาผู้จัดการฝ่ายการมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญ รวมถึงนักการเมืองท้องถิ่นและเขตการศึกษา

 

ฝั่งผู้พัฒนา Data Center ก็หาคนเพิ่มเช่นกัน โดย CoreWeave ที่ให้บริการทรัพยากรคอมพิวเตอร์แก่ OpenAI และ Meta ต้องการคนมา ‘โต้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน’ เกี่ยวกับผลกระทบด้านน้ำและค่าไฟ ขณะที่ Fluidstack ซึ่งพัฒนา Data Center ให้ Anthropic กำลังหาคนที่จะไปเป็นตัวแทนบริษัทในเวทีประชาคม และเข้าไปจัดการกับกลุ่มที่รวมตัวกันคัดค้าน ก่อนที่เงินลงทุนจะถูกอนุมัติ

 

นอกจากคน ยังมีเรื่องเงิน โดย Meta ใช้เงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐไปกับโฆษณาทางโทรทัศน์เพื่อโน้มน้าวคนอเมริกันว่า Data Center ของบริษัทส่งผลดี ส่วน Microsoft ประกาศว่าจะไม่ขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีในพื้นที่ที่กำลังสร้างอีกต่อไป ขณะที่ OpenAI ประกาศลงทุน 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,307 ล้านบาท) ในกองทุนให้ทุนชุมชนเพื่อสนับสนุนโครงการท้องถิ่นในรัฐโอไฮโอ

 

ตัวอย่างที่สะดุดตาที่สุดคือ Oracle บริษัทซอฟต์แวร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องแนวทางเอาชนะทุกวิถีทาง แต่ช่วงหลังกลับหันมาทำการตลาดแนว ‘สร้างความรู้สึกดี’ เพื่อเอาชนะใจคนในพื้นที่ ด้วยการสนับสนุนทั้งอุทยานโบราณคดี, งานโรดิโอ และคอนเสิร์ต ในพื้นที่อย่างเทศมณฑลโดญาอานาในรัฐนิวเม็กซิโกที่บริษัทกำลังสร้าง Data Center อยู่

 

แต่คนในพื้นที่ก็ไม่ได้ซื้อแนวคิดนี้ทั้งหมด โดยคนท้องถิ่นรายหนึ่งให้ความเห็นกับ Bloomberg ว่ามันให้ความรู้สึกเหมือนพวกเขากำลังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะ ‘แทรกซึมเข้าไปในความคิดของชุมชน’

 

อีกแนวทางที่ปรากฏในโลกออนไลน์ฝั่งที่สนับสนุน AI คือทฤษฎีที่ว่าจีนอยู่เบื้องหลังกระแสต้านนี้ โดยอ้างว่าจีนต้องการให้คนอเมริกันหันมาเกลียด Data Center เพื่อให้สหรัฐฯ ตามหลังในการแข่งขันด้าน AI

 

Business Insider ตรวจสอบเรื่องนี้แล้วพบว่ามีมูลอยู่บ้าง เพราะเมื่อเดือนมิถุนายน OpenAI ระบุว่ามีหลักฐานว่าบัญชีที่เชื่อมโยงกับจีนบางส่วนพยายามใช้ ChatGPT สร้างคอนเทนต์ต้าน AI เพื่อนำไปเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย แต่รายงานฉบับเดียวกันก็ระบุว่าไม่มีหลักฐานว่าความพยายามเหล่านั้นเปลี่ยนความคิดเห็นสาธารณะได้

 

ที่ชัดกว่านั้นคือกรณีของ เควิน โอเลียรี นักลงทุนคนดัง ที่กล่าวหาว่าผู้คัดค้าน Data Center ของเขาในรัฐยูทาห์ทำงานให้จีน ก่อนจะยอมรับในภายหลังว่าเขาไม่มีหลักฐาน และถอนคำพูดนั้นไป

 

Business Insider ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า คนที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรายใหญ่ในสหรัฐฯ ล้วนเทเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่ AI ซึ่งส่วนใหญ่ไหลไปที่โครงการ Data Center ในประเทศ ดังนั้นถ้าเชื่อว่าแพลตฟอร์มเหล่านั้นถูกใช้ปลุกปั่นคนอเมริกันให้ต้าน AI จริง ก็น่าจะคาดหวังได้ว่าแพลตฟอร์มเหล่านั้นจะทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดมัน

 

บทวิเคราะห์ชิ้นนี้สรุปว่า เวลานี้ฝั่งเทคโนโลยีอธิบายกระแสต้านด้วยเหตุผล 2 ข้อ คือคนยังไม่เข้าใจเพราะบริษัทสื่อสารได้ไม่ดีพอ กับคนถูกจีนปั่นให้เกลียด ซึ่งทั้ง 2 ข้อตั้งอยู่บนความคิดเดียวกัน นั่นคือการเชื่อว่า ‘คนที่ไม่เห็นด้วยถูกใครสักคนทำให้คิดผิด’ แทนที่จะยอมรับว่าพวกเขาไม่ชอบมันด้วยตัวเองจริงๆ

 

สำหรับประเด็นนี้ ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ยอมรับกระแสลบที่มีต่อ AI และมองว่ามันมาจาก ‘วิกฤตความไว้วางใจ’ ที่ฝังรากลึก โดยระบุว่าคนธรรมดาไม่ไว้ใจบริษัท, รัฐบาล หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยี และมักสงสัยเสมอว่าคนเหล่านี้กำลังคิดหาวิธีใหม่ๆ มาเอาเปรียบพวกเขา ซึ่งสาเหตุของเรื่องนี้ย้อนกลับไปได้หลายสิบปี และ AI เป็นเพียงเรื่องล่าสุดในสายธารนั้น

 

ภาพปก: Jim West/UCG/Universal Images Group via Getty Images

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.68 บาท ณ วันที่ 22 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories