เลขา EEC เผยภาพรวมการลงทุนครึ่งหลังปี 2569 โตแรง รับ Data Center โจทย์ใหญ่ของไทย ชงโมเดลรีไซเคิลน้ำ เปิดทาง Direct PPA ดึงทุนใหม่ ชี้ทุนจีน-สิงคโปร์ นำทัพ ขณะที่ญี่ปุ่นยังไม่ทิ้งไทย ขยายฐานผลิตเดิม พร้อมเตรียมโชว์ศักยภาพการพัฒนาพื้นที่อีอีซีในงาน EEC Expo 2026
ประเด็นสำคัญ
จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยภายหลังการจัดงานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการเชื่อมโยงประโยชน์การลงทุนสู่พื้นที่ชุมชนอย่างยั่งยืน (EEC Connect) ที่ จ.ชลบุรี กับ THE STANDARD WEALTH ว่า ภาพรวมการลงทุนในปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาอย่างมาก โดยเฉพาะความสนใจลงทุนในกลุ่ม Data Center ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญคือ นักลงทุนจะเริ่มตัดสินใจลงเงินลงทุนจริงก็ต่อเมื่อมีความมั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคมีความเพียงพอ สามารถรองรับความต้องการใช้ งานของโครงการในระยะยาวได้
ขณะเดียวกัน กรณีที่ภาคประชาสังคมกังวลถึงการบริหารความยั่งยืน คลื่นทุน Data center อีอีซีอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภคและความยั่งยืน เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของ Data Center โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งบริหารจัดการทรัพยากรสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ น้ำและพลังงานไฟฟ้า
ปั้นโมเดลรีไซเคิลน้ำเสียชุมชนป้อน Data Center
จุฬากล่าวว่า ด้านแรก คือ ทรัพยากรน้ำ แม้น้ำจะไม่ได้เป็นปัจจัยการผลิตหลักของ Data Center อย่างเดียวแต่มีความจำเป็นอย่างมากต่อระบบหล่อเย็น
เนื่องจากเครื่องจักรและอุปกรณ์ภายใน Data Center มีความร้อนสูง จึงต้องใช้น้ำสำหรับกระบวนการหล่อเย็น และระหว่างกระบวนการดังกล่าวจะมีน้ำระเหยหายไป ทำให้ต้องเติมน้ำเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันจึงมีโครงการทดลองในพื้นที่อีอีซี โดยจะนำน้ำเสียจากชุมชนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและบำบัด ก่อนนำกลับมาใช้ประโยชน์และส่งต่อให้ Data Center ใช้ ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าว ควบคู่ไปกับการลดแรงกดดันต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ
บริหารจัดการไฟ-น้ำ เปิดทาง Direct PPA
ส่วนด้านที่สองคือ พลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการลงทุน Data Centerเนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีความ ต้องการใช้ไฟฟ้าในปริมาณสูงและต้องการความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
ปัจจุบันไฟฟ้าที่จัดหาโดยภาครัฐผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงมีการพิจารณาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการ Data Center ได้โดยตรง ผ่านเงื่อนไข Direct PPA (Direct Power Purchase Agreement) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจัดหาไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่
“ภาครัฐมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดผ่านระบบ Direct PPA เพื่อให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานสะอาดเร็วขึ้น โดยมองว่า Data Center จะเป็นตัวช่วยดึงอุปสงค์ เพื่อให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกกิจกรรมในอนาคตที่ต้องปรับเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้ามากขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้หุ่นยนต์และเทคโนโลยีชั้นสูง” จุฬากล่าว
จุฬา กล่าวอีกว่า การผลักดัน Direct PPA และการเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อรองรับ Data Center เพียงอย่างเดียว
แต่ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการซื้อไฟฟ้าสะอาดจากผู้ประกอบการรายใหญ่จะช่วยสร้างตลาดและเป็นแรงส่งให้เกิดการลงทุนใหม่
ขณะเดียวกัน แนวโน้มการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นยัง เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมในวงกว้าง
โดยปัจจุบันโรงงานและภาคการผลิตนำระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใช้มากขึ้น ส่งผลให้ไฟฟ้ากลายเป็นปัจจัยพื้นฐาน ที่มีความสำคัญต่อการลงทุนในอนาคต
จีน-สิงคโปร์มาแรง ทุนญี่ปุ่นขยายฐานผลิตเดิม
สำหรับภาพการลงทุนจากต่างประเทศในปัจจุบัน จุฬา ชี้ว่า นักลงทุนจาก จีนและสิงคโปร์ เข้ามามีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น
โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Data Center ที่แต่ละโครงการมีมูลค่าการลงทุนสูงถึงระดับหมื่นล้านบาท ทำให้เมื่อพิจารณาจากมูลค่าการลงทุน จึงเห็นตัวเลขของจีนและสิงคโปร์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ส่วนการลงทุนจาก ญี่ปุ่น แม้มูลค่ารวมอาจดูน้อยกว่าจีนและสิงคโปร์ เนื่องจากขนาดโครงการของญี่ปุ่นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนญี่ปุ่นลดความสนใจหรือถอนการลงทุนออกจากประเทศไทย
ในทางตรงกันข้าม ญี่ปุ่นยังคงขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี และยังคงรักษาฐานการผลิตเดิมในประเทศไทยไว้อย่างเหนียวแน่น
ขณะที่นักลงทุนจากประเทศอื่นเข้ามาด้วยโครงการขนาดใหญ่กว่า จึงทำให้เมื่อเปรียบเทียบในเชิงมูลค่า ภาพการลงทุนของจีนและสิงคโปร์มีความโดดเด่นมากกว่า
สำหรับญี่ปุ่น การลงทุนจำนวนมากเป็นการขยาย การลงทุนจากฐานธุรกิจเดิมและต่อยอดจากอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว ทำให้จำนวนโครงการและการลงทุนยังมีความต่อเนื่อง แม้ขนาดของแต่ละโครงการจะไม่สูงเท่าโครงการ Data Center ขนาดใหญ่จากนักลงทุนรายอื่น
ระยอง-ชลบุรี ฐานอุตสาหกรรมยังแข็งแรงจากแรงส่งรถ EV
สำหรับพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ระยองและชลบุรี โดยเฉพาะระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ และมีฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มาอย่างยาวนาน
“ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ระยองได้รับการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากการลงทุนในสายการผลิตรถยนต์แล้ว ยังเริ่มเห็นการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์มากขึ้น ทั้งการผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์ และแบตเตอรี่ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า” จุฬา กล่าว
การมีฐานการผลิตชิ้นส่วนและวัตถุดิบภายในประเทศเพิ่มขึ้น จะช่วยลดความจำเป็นในการนำเข้าจากต่างประเทศ และทำให้เกิดการเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับฐานการผลิตยานยนต์ของไทย
ทั้งนี้ โจทย์สำคัญของการลงทุนในระยะต่อไป จึงไม่ใช่เพียงการดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาในประเทศ แต่ต้องสร้างความมั่นใจว่าพื้นที่เป้าหมายมีโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่พร้อมรองรับการลงทุน โดยเฉพาะ ไฟฟ้า น้ำ และระบบสาธารณูปโภคอื่นๆ

โดยเฉพาะ Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งมีความต้องการใช้ทรัพยากรในปริมาณสูงและต้องการความมั่นคงของระบบสาธารณูปโภค การเตรียมความพร้อมในส่วนนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนจาก ‘ความสนใจลงทุน’ ไปสู่ ‘การลงทุนจริง’ และทำให้ประเทศไทยสามารถรองรับคลื่นการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ได้อย่างยั่งยืน
MOU 6 หน่วยงาน พัฒนา 3 มิติ สังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันอีอีซี ยังได้มีการ MOU รวม 6 หน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายในพื้นที่เพื่อบูรณาการความร่วมมือพัฒนาครอบคลุม มิติสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ
พร้อมเตรียมการจัดงาน EEC Sustainability Expo 2026 ระหว่างวันที่ 12-13 ก.ย. 2569 นี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ระยอง ภายใต้แนวคิด ‘EEC Connect to Sustainability’ เพื่อสร้างการรับรู้และนำเสนอ ผลการดำเนินงานจากการพัฒนาพื้นที่และชุมชนของ
สกพอ. พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนและผู้ประกอบการนำเสนอสินค้า บริการ และศักยภาพของตัวเอง พร้อมเชื่อมต่อกับภาคธุรกิจ ผู้บริโภค และภาคีเครือข่ายที่สามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือและโอกาสทางการตลาดในอนาคต
ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือตาม MOU ดังกล่าว ครอบคลุมใน 3 มิติ ได้แก่ 1. ด้านสังคม อีอีซี ลงนามความร่วมมือกับ ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาศักยภาพ ของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ ผ่านการส่งเสริมทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต สร้างโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้เส้นทาง การแนะแนวอาชีพและเข้าสู่ตลาดงานได้อย่างเท่าเทียม โดยเชื่อมความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ภาคีเครือข่าย และ ภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถร่วมกันพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง และยกระดับคุณภาพชีวิต
- ด้านสิ่งแวดล้อม อีอีซี ลงนามความร่วมมือกับ หอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา และสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ฉะเชิงเทรา ส่งเสริมให้เกิดการบริหารจัดการขยะ ตั้งแต่ต้นทาง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งเป้าการพัฒนา โรงเรียนต้นแบบคาร์บอนต่ำ (EEC Low Carbon School) เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการขยะในพื้นที่และชุมชนเป็น ต้นแบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่สามารถขยายผลไปสู่การพัฒนาพื้นที่ชุมชนต่อไป อีกทั้งยังเป็นการสร้างผู้นำด้าน สิ่งแวดล้อมรุ่นใหม่

และ 3. ด้านเศรษฐกิจ อีอีซี ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด บริษัท สยามสินธร จำกัด และบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีระยอง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด (ร้านรักระยอง)
เพื่อเชื่อมโยงสินค้าและบริการของชุมชนสู่ช่องทางการตลาดที่หลากหลาย พร้อมสร้างโอกาสในการจำหน่ายอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนร่วมกับภาคเอกชน และนักลงทุนทั้งในและนอกพื้นที่ EEC
ภาพ : VideoFlow / Shutterstock

