วันนี้ (25 สิงหาคม) ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณาคดี 908 ศาลได้นัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดฟังคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อหาฟอกเงิน โดยเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้ทำการเบิกตัว วรัตน์พล หรือ บอสพอล จากเรือนจำมายังศาล ซึ่งวรัตน์พลได้นั่งพูดคุยกับ สามารถ (จำเลยร่วมในคดี) ก่อนที่ศาลจะออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดี
เมื่อถึงเวลานัดหมาย ศาลได้แถลงว่า วันนี้เป็นการนัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดฟังคำพิพากษา โดยกำหนดให้เป็น วันที่ 25 กันยายน เวลา 09.00 น. ทั้งนี้ สามารถได้กล่าวคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้อ่านคำพิพากษาในวันนี้ เนื่องจากไม่ต้องการรอผลคดีอีกต่อไปหลังผ่านช่วงเวลาที่ต้องรอคอยมานาน อย่างไรก็ตาม ศาลได้ชี้แจงว่าต้องดำเนินการตามขั้นตอนและกระบวนการพิจารณาคดีตามกฎหมาย และยืนยันกำหนดนัดฟังคำพิพากษาตามเดิม
ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการพิจารณาคดี สามารถได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยระบุว่า ตนรู้สึกแปลกใจที่มีกระแสข่าวว่าวันนี้จะเป็นการฟังคำพิพากษา เพราะทราบแต่แรกว่าเป็นการนัดพร้อม ซึ่งคดีของตนได้สืบพยานเสร็จสิ้นไปตั้งแต่กระบวนการในวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา รวมระยะเวลาล่วงเลยมาแล้วถึง 5 เดือน
สามารถตั้งข้อสังเกตว่า ตามปกติเมื่อการสืบพยานเสร็จสิ้น ศาลสามารถมีคำพิพากษาได้เลย
แต่คดีนี้ถูกระบุว่าต้องรอผลจากคดีหลัก ซึ่งปัจจุบันคดีหลักยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมา อย่างไรก็ตาม ตนมีความมั่นใจว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้น เนื่องจากได้มีโอกาสซักถามพยานโจทก์และไต่สวนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ด้วยตนเอง พร้อมย้ำว่าข้อเท็จจริงมีความชัดเจนและไม่สามารถเบิกความเท็จได้
ในประเด็นการดำเนินคดีข้อหาฟอกเงิน สามารถได้ตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมว่า เหตุใดคดีนี้จึงมีเพียงตนและมารดาที่ถูกดำเนินคดี พร้อมระบุว่า หากวรัตน์พล (บอสพอล) มีความผิด ผู้ที่เกี่ยวข้องรายอื่นก็ควรต้องมีความผิดด้วยทั้งหมด การดำเนินคดีฟอกเงินจำเป็นต้องพิสูจน์ถึงเจตนาพิเศษ ไม่ใช่การเจาะจงดำเนินคดีเพียงคนใดคนหนึ่ง ซึ่งตนขอยืนยันว่าไม่เคยรับโอนเงินโดยตรงจากบุคคลที่เกี่ยวข้องในขบวนการ
นอกจากนี้ สามารถยังได้เปิดเผยถึงช่วงเวลาในห้องพิจารณาคดีว่า ทางพนักงานอัยการได้ขอคัดค้านและขอให้ศาลรอสำนวนคดีหลักก่อน ซึ่งตนได้แถลงแย้งต่อศาลไปว่า หากอัยการจะขอให้รอสำนวนคดีหลัก แล้วในตอนแรกจะเร่งฟ้องคดีนี้มาทำไม หากยุติธรรมจริงก็ควรจะรอคดีหลักให้เสร็จสิ้นก่อน
สามารถ กล่าวว่า การดำเนินคดีฟอกเงินต้องปราศจากข้อสงสัยและต้องมีเจตนาพิเศษ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงกลายเป็นมีแค่ผมกับแม่ที่ถูกดำเนินคดี หากการที่ผมรับเงินจากแม่แล้วต้องติดคุก ก็คงต้องติดคุกกันทั้งประเทศ
ขณะที่ วิลาวัลย์ พุทธสัมฤทธิ์ มารดาของสามารถ ได้เดินลงมาพบกับสื่อมวลชนสั้นๆ พร้อมโบกมือทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม และกล่าวเพียงว่า “เดี๋ยวเจอกันวันที่ 25 กันยายนนี้”


