วันนี้ (24 สิงหาคม) ที่ กระทรวงยุติธรรมได้มีการเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติและการปรับเปลี่ยนมาตรการรับโทษทางอาญาของกรมราชทัณฑ์ คณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ เพื่อสรุปผลการหารือ วางกรอบ หลักเกณฑ์ แนวทางปฏิบัติสำหรับร่างกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่…) พ.ศ. …. ที่มีสาระสำคัญเป็นการเพิ่มเติมกำหนดระยะเวลารับโทษจำคุกขั้นต่ำกับผู้ต้องขังโทษสูง (ประหารชีวิต/จำคุกตลอดชีวิต) ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งมี พล.ต.ท. สายเพชร ศรีสังข์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน พร้อมด้วย พ.ต.ท. ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ ร.ต.อ. สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เข้าร่วมหารือ
พ.ต.ท. ประวุธ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาร่างกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ ฉบับใหม่ ซึ่งเน้นการเพิ่มระยะเวลารับโทษจำคุกขั้นต่ำสำหรับผู้ต้องขังโทษสูง เบื้องต้นมีการเสนอหลักเกณฑ์ว่า ผู้ต้องขังคดีโทษประหารชีวิต จะต้องรับโทษจำคุกจริงมาแล้วไม่น้อยกว่า 25 ปี นับแต่วันคดีถึงที่สุด จึงจะสามารถปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดได้ ส่วนผู้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ต้องรับโทษจริงไม่น้อยกว่า 20 ปี
อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมราชทัณฑ์เน้นย้ำว่า แนวทางดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อเสนอในที่ประชุม และยังไม่มีผลสรุปเป็นข้อยุติสมบูรณ์
ด้าน ร.ต.อ. สุรวุฒิ กล่าวถึงบทบาทของกรมราชทัณฑ์ภายหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 (กฎหมายนิรโทษกรรม) ว่า กรมราชทัณฑ์มีหน้าที่รับเรื่องร้องขอและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ต้องขังหรือญาติ ในกลุ่มคดีทางการเมืองและการชุมนุม ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2548 – 16 กรกฎาคม 2568
ขั้นตอนหลังจากนี้ กรมราชทัณฑ์จะต้องรอแนวทางและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนจาก คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมีโครงสร้างประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี (หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย) เป็นประธาน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธาน ร่วมกับตัวแทนจากองค์กรสิทธิมนุษยชน ภาคการเมือง และภาคประชาสังคม โดยคณะกรรมการฯ มีกำหนดจัดประชุมนัดแรกภายใน 30 วันนับจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ และต้องสรุปแนวทางปฏิบัติให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน
รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรม ระบุเพิ่มเติมว่า คาดการณ์จำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรมตามบัญชีแนบท้าย อาจมีจำนวนไม่ถึง 10,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ต้องขังคดีต่อเนื่อง หรือผู้ที่ต้องโทษหลายคดีรวมกัน


