×

อ่านเกมปูตินเยือน ‘เกาะคูริล’ เจาะลึกข้อพิพาท 80 ปี รัสเซีย-ญี่ปุ่น เสี่ยงเปิดจุดเดือดในแปซิฟิกหรือไม่?

25.08.2026
  • LOADING...
ภาพวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กับผู้นำญี่ปุ่น

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งสำคัญในเอเชียตะวันออก หลังเดินทางเยือนพื้นที่ ‘หมู่เกาะคูริล’ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจเมื่อ 2 ทศวรรษก่อน โดยเลือกไปยัง ‘เกาะอีตูรูป’ (Iturup) ในภาษารัสเซีย หรือ ‘เอโตรูฟุ’ (Etorofu) ในภาษาญี่ปุ่น หนึ่งในพื้นที่พิพาทระหว่างสองชาติตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

 

 

การปรากฏตัวของปูตินบนพื้นที่พิพาทแห่งนี้เป็นครั้งแรก สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับรัฐบาลโตเกียว จนนำไปสู่การประท้วงทางการทูตอย่างรวดเร็ว โดย ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นระบุว่า การเยือนครั้งนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีฟื้นตัวได้ยากขึ้น

 

ขณะที่รัสเซียยืนกรานว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ ‘หมู่เกาะคูริลตอนใต้’ โดยตกเป็นของสหภาพโซเวียตอย่างชอบธรรมจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมตอบโต้ด้วยการเรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงมอสโกเข้าพบ และย้ำว่า อธิปไตยของรัสเซียเหนือพื้นที่ดังกล่าวไม่อาจถูกตั้งคำถามได้

 

อย่างไรก็ตาม จังหวะที่ปูตินเลือกเดินทางมายังพื้นที่แห่งนี้ทำให้ข้อพิพาทเก่าแก่กลับถูกจับตามองอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ความสัมพันธ์รัสเซีย-ญี่ปุ่นตกต่ำลงอย่างมากหลังสงครามยูเครน ขณะที่มอสโกใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น และโตเกียวก็กระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ และชาติตะวันตก

 

เหตุใดปูตินจึงเลือกเยือนอีตูรูป-เอโตรูฟุในเวลานี้ และข้อพิพาทที่ลากยาวมากกว่า 1 ศตวรรษกำลังมีความหมายอย่างไรในสมการความมั่นคงของเอเชียตะวันออก THE STANDARD ชวนย้อนรอยปมประวัติศาสตร์ของหมู่เกาะคูริล พร้อมอ่านนัยทางการเมืองและยุทธศาสตร์เบื้องหลังการเดินทางครั้งนี้

 

หมู่เกาะคูริลคืออะไร ทำไมรัสเซียกับญี่ปุ่นจึงแย่งกันมานานกว่า 80 ปี

 

หมู่เกาะคูริลเป็นแนวหมู่เกาะภูเขาไฟจำนวน 56 เกาะ ทอดตัวยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร จากปลายคาบสมุทรคัมชัตคาของรัสเซีย ไปจนถึงขอบด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น โดยทำหน้าที่แบ่งทะเลโอค็อตสค์ออกจากมหาสมุทรแปซิฟิก

 

หมู่เกาะแห่งนี้มีประชากรอาศัยอยู่ค่อนข้างเบาบาง แต่เดิมเป็นถิ่นฐานของชาวไอนุ (Ainu) ชนพื้นเมืองที่มีถิ่นฐานกระจายอยู่ทั้งหมู่เกาะคูริล เกาะซาฮาลิน และฮอกไกโด ก่อนที่การขยายอำนาจของญี่ปุ่นและรัสเซียในศตวรรษที่ 19 จะทำให้พื้นที่เหล่านี้ค่อยๆ ถูกกำหนดให้อยู่ภายใต้อธิปไตยของรัฐใดรัฐหนึ่ง จนกลายเป็นต้นทางของข้อพิพาทที่ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน

 

จุดเริ่มต้นของเรื่องต้องย้อนกลับไปในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงที่แนวคิดเรื่องเขตแดนและอธิปไตยแบบรัฐสมัยใหม่เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นในภูมิภาคเอเชีย หลังสหรัฐฯ ใช้ ‘การทูตเรือปืน’ (Gunboat Diplomacy) กดดันให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ จนนำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาคานางาวะปี 1854

 

ขณะที่ชาติตะวันตกอื่นๆ ก็ทยอยเข้ามาทำสนธิสัญญากับญี่ปุ่นเช่นกัน โดยในปี 1855 ญี่ปุ่นและจักรวรรดิรัสเซียลงนามในสนธิสัญญาชิโมดะ ถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองประเทศกำหนดเขตแดนระหว่างกันอย่างเป็นทางการบริเวณหมู่เกาะคูริล

 

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ญี่ปุ่นและรัสเซียใช้ช่องแคบระหว่างเกาะอีตูรูป-เอโตรูฟุ กับเกาะอูรุปเป็นเส้นแบ่งเขตแดน โดยญี่ปุ่นครองอีตูรูป-เอโตรูฟุและหมู่เกาะที่อยู่ทางใต้ ขณะรัสเซียได้เกาะอูรุปและหมู่เกาะที่อยู่ทางเหนือขึ้นไป

 

เส้นแบ่งดังกล่าวทำให้พื้นที่ทางใต้ 4 แห่ง ได้แก่ อีตูรูป-เอโตรูฟุ คูนาชีร์ ชิโกตัน และกลุ่มเกาะฮาโบไม อยู่ภายใต้ญี่ปุ่นมาตั้งแต่การกำหนดเขตแดนครั้งนี้ ขณะที่หมู่เกาะคูริลส่วนที่เหลือทางเหนือขึ้นไปอยู่ฝั่งรัสเซีย

 

ต่อมาในปี 1875 ญี่ปุ่นและรัสเซียกลับมาจัดระเบียบดินแดนระหว่างกันใหม่ผ่านสนธิสัญญาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยญี่ปุ่นยอมสละสิทธิครอบครองเกาะซาฮาลินให้รัสเซีย แลกกับการได้ครอบครองหมู่เกาะคูริลส่วนที่เหลือ ตั้งแต่เกาะอูรุปขึ้นไปจนถึงปลายแนวหมู่เกาะใกล้คาบสมุทรคัมชัตคา ทำให้ญี่ปุ่นมีอำนาจเหนือหมู่เกาะคูริลตลอดทั้งแนว

 

อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวเปลี่ยนไปในช่วงท้ายสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสหภาพโซเวียตประกาศสงครามกับญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม 1945 โดยเปิดปฏิบัติการทางทหารในดินแดนที่ญี่ปุ่นครอบครอง ก่อนเข้ายึดหมู่เกาะคูริลทั้งหมด รวมถึงอีตูรูป-เอโตรูฟุ คูนาชีร์ ชิโกตัน และฮาโบไม ซึ่งเคยถูกกำหนดให้อยู่ฝั่งญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 1855

 

ต่อมา ญี่ปุ่นลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพซานฟรานซิสโกปี 1951 โดยยอมสละสิทธิ์เหนือดินแดนหลายแห่ง รวมถึงหมู่เกาะคูริล แต่สนธิสัญญาฉบับนี้ไม่ได้ระบุว่า ดินแดนที่ญี่ปุ่นสละสิทธิ์จะตกเป็นของประเทศใด ขณะที่สหภาพโซเวียตเองก็ไม่ได้ร่วมลงนาม

 

ช่องว่างดังกล่าวกลายเป็นหัวใจของข้อพิพาทในเวลาต่อมา เพราะญี่ปุ่นยืนยันว่า การสละสิทธิ์เหนือหมู่เกาะคูริลไม่ได้รวมถึงพื้นที่ทางใต้ทั้ง 4 แห่ง ซึ่งโตเกียวถือว่าอยู่ภายใต้อธิปไตยของญี่ปุ่นมาตั้งแต่การกำหนดพรมแดนในปี 1855 และมีสถานะแตกต่างจากหมู่เกาะคูริลส่วนอื่น

 

ญี่ปุ่นจึงเรียกพื้นที่ทั้ง 4 แห่งนี้ว่า ‘ดินแดนทางเหนือ’ (Northern Territories) ขณะที่รัสเซียถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ‘หมู่เกาะคูริลตอนใต้’ และยืนยันว่า ดินแดนเหล่านี้ตกเป็นของสหภาพโซเวียตอย่างชอบธรรมจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 2

 

อนึ่ง ญี่ปุ่นกับสหภาพโซเวียตกลับมาเจรจากันอีกครั้งในปี 1956 และลงนามในปฏิญญาร่วมญี่ปุ่น-สหภาพโซเวียต (Soviet-Japanese Joint Declaration) เพื่อยุติสถานะสงครามและฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน

 

ปฏิญญาฉบับนี้กลายเป็นหลักหมุดสำคัญของการเจรจาเรื่องดินแดน เพราะสหภาพโซเวียตตกลงที่จะส่งมอบชิโกตันและกลุ่มเกาะฮาโบไม ซึ่งเป็น 2 พื้นที่ขนาดเล็กจากทั้งหมด 4 พื้นที่พิพาทให้แก่ญี่ปุ่น หลังทั้งสองประเทศลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ

 

นั่นหมายความว่า แม้ข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยจะยังไม่ได้ข้อยุติ แต่ในเวลานั้น ทั้งสองฝ่ายเคยเข้าใกล้กรอบประนีประนอมที่อาจทำให้ญี่ปุ่นได้พื้นที่บางส่วนกลับคืน โดยเงื่อนไขในปฏิญญาปี 1956 ก็ยังถูกหยิบกลับมาใช้เป็นฐานอ้างอิงในการเจรจาระหว่างญี่ปุ่นกับรัสเซียหลายครั้งในเวลาต่อมา

 

อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญาสันติภาพไม่เคยเกิดขึ้นจริง โดยชิโกตันกับฮาโบไมก็ไม่เคยถูกส่งมอบให้ญี่ปุ่น จนกลายเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นกับรัสเซียยังไม่สามารถปิดฉากประเด็นที่หลงเหลือจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้จนถึงทุกวันนี้

 

ปูตินเยือน ‘อีตูรูป-เอโตรูฟุ’ ครั้งแรก หลังครองอำนาจรัสเซียมานานกว่า 2 ทศวรรษ

 

ข้อพิพาทที่ดำเนินมายาวนานกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เดินทางเยือนเกาะอีตูรูป-เอโตรูฟุ เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาพื้นที่พิพาททั้ง 4 แห่ง

 

ระหว่างการเยือนอีตูรูป-เอโตรูฟุ ปูตินเดินทางไปยังโรงงานแปรรูปปลาและพบปะประชาชนในพื้นที่ โดยการเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่ปูตินไปเยือนพื้นที่ตะวันออกไกลของรัสเซีย เพื่อติดตามการฝึกทางทหารของกองเรือแปซิฟิกรัสเซียใกล้เกาะซาฮาลิน ขณะที่รัสเซียกำลังดำเนินการฝึกยิงกระสุนจริงทางทะเลใกล้พื้นที่พิพาท

 

การปรากฏตัวของผู้นำรัสเซียบนเกาะอีตูรูป-เอโตรูฟุจึงเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสองประเทศ โดยการเยือนครั้งนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ปูตินเดินทางเยือนพื้นที่พิพาทแห่งนี้ หลังดำรงอำนาจในรัสเซียมานานกว่า 2 ทศวรรษ

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ญี่ปุ่นตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดย ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ออกมาเรียกการเดินทางของปูตินว่า เป็นเรื่อง ‘ร้ายแรง’ และ ‘ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง’ พร้อมย้ำว่า ดินแดนทางเหนือเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนญี่ปุ่นโดยเนื้อแท้ ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และตามกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ผู้นำหญิงญี่ปุ่นยังระบุว่า การเยือนครั้งนี้ยิ่งทำให้ความรู้สึกต่อต้านรัสเซียในสังคมญี่ปุ่นแข็งกร้าวขึ้น อีกทั้งยังทำให้การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในระยะกลางถึงระยะยาวยากขึ้น

 

ในวันเดียวกัน โทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น เรียก นิโคไล โนซเดรฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำญี่ปุ่น เข้าพบเพื่อยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการ พร้อมยืนยันอีกครั้งว่า เอโตรูฟุและดินแดนทางเหนือเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นทั้งในทางประวัติศาสตร์และตามกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ต่อมา รัสเซียตอบกลับท่าทีของโตเกียวในอีกไม่กี่วันถัดมา โดยกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเรียก อากิระ มูโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงมอสโกเข้าพบ เพื่อประท้วงถ้อยแถลงที่มอสโกเรียกว่าเป็นการแสดงท่าที ‘ต่อต้านรัสเซีย’

 

ทั้งนี้ มิคาอิล กาลูซิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียยืนยันว่า อธิปไตยและเขตอำนาจของรัสเซียเหนือหมู่เกาะคูริลตอนใต้ เป็นสิ่งที่ ‘ไม่อาจสั่นคลอนได้’ พร้อมระบุว่า ดินแดนเหล่านี้ตกเป็นของสหภาพโซเวียตจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 2 และเตือนว่า ความพยายามของญี่ปุ่นที่จะตั้งคำถามต่อสถานะดังกล่าว เป็นสิ่งที่มอสโกไม่อาจยอมรับได้

 

นอกจากนี้ รัสเซียยังเชื่อมโยงข้อพิพาทครั้งล่าสุดเข้ากับความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ลงระหว่างสองประเทศหลังสงครามยูเครน โดยกาลูซินเตือนว่า จากการที่ญี่ปุ่นยังคงร่วมมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียและสนับสนุนยูเครน มอสโกอาจพิจารณาดำเนินมาตรการตอบโต้ต่อญี่ปุ่นต่อไป

 

ทำไมปูตินจึงเลือกเยือนเกาะอีตูรูป-เอโตรูฟุในเวลานี้

 

THE STANDARD สัมภาษณ์ ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออก ถึงนัยสำคัญของความเคลื่อนไหวครั้งนี้

 

ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า การเดินทางเยือนพื้นที่พิพาทของผู้นำระดับสูงรัสเซียไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยหากย้อนกลับไป ดมีทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีและอดีตนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เคยเดินทางเยือนพื้นที่พิพาทแห่งนี้หลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2010 โดยการเยือนครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2019

 

ในช่วงที่ผ่านมา อาจารย์มองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมอสโกกับโตเกียวเคยมีช่วงที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในสมัยชินโซ อาเบะ ซึ่งญี่ปุ่นพยายามประนีประนอมและกระชับความสัมพันธ์กับรัสเซีย ผ่านทั้งการเจรจาทางการเมืองและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ด้วยความหวังว่า ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้นจะช่วยเปิดทางให้ทั้งสองประเทศสามารถเจรจาเรื่องดินแดนและสนธิสัญญาสันติภาพได้ง่ายขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้การเยือนของปูตินครั้งนี้มีความหมายแตกต่างออกไป คือการเปลี่ยนแปลงบริบทความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ หลังรัสเซียเปิดฉากสงครามยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อปี 2022 ทำให้ญี่ปุ่นหันมาดำเนินมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียร่วมกับชาติยุโรป

 

ขณะที่รัสเซียก็จัดให้ญี่ปุ่นอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่เป็นมิตร และระงับการเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพ ทำให้ช่องทางการเจรจาที่เคยเปิดไว้ในยุคอาเบะหยุดชะงักลง

 

ทั้งนี้ ผศ.ดร.ธีวินท์วิเคราะห์ว่า การตัดสินใจของปูตินที่จะเดินทางเยือนเกาะอีตูรูป-เอโตรูฟุในครั้งนี้ มีเบื้องหลังที่สามารถอธิบายได้จากหลายปัจจัย โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

 

  • 1. รัสเซียต้องการส่งสัญญาณถึงญี่ปุ่น ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่เสื่อมถอยลง ในประเด็นดังกล่าว ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า ข้อพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างสองประเทศยังคงค้างคาอยู่ หลังสงครามยูเครนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมอสโกกับโตเกียวเสื่อมถอยลงอย่างมาก ส่งผลให้ช่องทางการเจรจาในช่วงก่อนหน้าหยุดชะงักลง

 

ขณะเดียวกัน อาจารย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงนี้รัสเซียกำลังจับตามองบทบาทของ NATO และชาติยุโรปในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ญี่ปุ่นกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ และประเทศตะวันตก จึงเป็นไปได้ว่า การปรากฏตัวของปูตินบนพื้นที่พิพาทอาจมีนัยเชิงสัญลักษณ์ เพื่อย้ำว่า มอสโกยังจับตาทิศทางนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด

 

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธีวินท์หมายเหตุว่า สาเหตุที่ปูตินเพิ่งเดินทางมายังพื้นที่พิพาทแห่งนี้ อาจเป็นเพราะหมู่เกาะคูริลตอนใต้ไม่ได้อยู่ในลำดับความสำคัญสูงสุดของผู้นำรัสเซีย เมื่อเทียบกับประเด็นทางยุทธศาสตร์ฝั่งตะวันตกที่มอสโกให้ความสนใจมากกว่า

 

ในประเด็นดังกล่าว อาจารย์ขยายความว่า รัสเซียไม่ได้เผชิญแรงกดดันต่อการควบคุมพื้นที่ จนถึงขั้นที่ปูตินต้องลงมาแสดงบทบาทด้วยตัวเอง เนื่องจากมอสโกเป็นฝ่ายครอบครองและบริหารพื้นที่พิพาทอยู่แล้ว รวมถึงมีกำลังของกองเรือแปซิฟิกอยู่ในภูมิภาค ขณะที่ญี่ปุ่นไม่มีท่าทีจะใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะของพื้นที่พิพาท

 

  • 2. ความเคลื่อนไหวของรัสเซียสอดรับกับท่าทีของจีนต่อญี่ปุ่นมากขึ้น ผศ.ดร.ธีวินท์ตั้งข้อสังเกตว่า การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียและจีนมีท่าทีวิพากษ์ญี่ปุ่นที่สอดคล้องกันมากขึ้น โดยเฉพาะกรอบคำอธิบายของจีนที่มักวิจารณ์ว่า ญี่ปุ่นกำลังเพิ่มบทบาททางทหาร และมีแนวโน้มหวนกลับไปสู่แนวคิดแบบทหารนิยม (Militarism) ซึ่งรัสเซียเองก็มีท่าทีตอบรับต่อข้อกังวลดังกล่าว

 

เมื่อประกอบกับความร่วมมือและการซ้อมรบร่วมระหว่างจีนกับรัสเซียที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา การเยือนอีตูรูป-เอโตรูฟุของปูติน จึงอาจสะท้อนความพยายามของทั้งสองประเทศในการแสดงท่าทีทางยุทธศาสตร์ต่อญี่ปุ่นในทิศทางที่สอดคล้องกันมากขึ้น

 

  • 3. เป็นความตั้งใจของปูตินมาตั้งแต่ปี 2024 ผศ.ดร.ธีวินท์ระบุว่า ปูตินเคยแสดงความตั้งใจว่า ต้องการเดินทางไปยังหมู่เกาะคูริลตั้งแต่ปี 2024 อยู่แล้ว ซึ่งสำนักข่าว Interfax รายงานว่า ผู้นำรัสเซียเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เขาไม่เห็นเหตุผลที่จะไม่เดินทางไปยังหมู่เกาะดังกล่าว เนื่องจากพื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนอธิปไตยของรัสเซีย พร้อมระบุว่า ในเวลานั้นยังไม่มีแผนเดินทางไป เนื่องจากมีภารกิจอื่นที่ต้องให้ความสำคัญ

 

ผศ.ดร.ธีวินท์จึงมองว่า การเยือนในปี 2026 อาจเป็นจังหวะที่ความตั้งใจเดิมของปูตินมาบรรจบกับบริบททางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การเดินทางครั้งนี้สามารถส่งสัญญาณถึงญี่ปุ่นได้ในเวลาเดียวกัน

 

ขณะเดียวกัน มินะ โพลแมน (Mina Pollmann) นักวิจัยด้านความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นจาก Leiden Asia Centre วิเคราะห์ผ่าน The Diplomat ว่า การเลือกเดินทางเยือนอีตูรูป-เอโตรูฟุของปูตินในเวลานี้ สามารถสร้างผลประโยชน์ให้รัสเซียได้ใน 3 ระดับ

 

  • 1. ผลประโยชน์ระยะยาว คือ การเชื่อมท่าทีรัสเซียเข้ากับจีนและเกาหลีเหนือ โพลแมนมองว่า รัสเซียสามารถใช้การประท้วงของญี่ปุ่นเป็นโอกาสสนับสนุนกรอบคำอธิบายที่จีนใช้วิจารณ์โตเกียว โดยเฉพาะประเด็นประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 และข้อกล่าวหาว่า ญี่ปุ่นกำลังกลับมาเพิ่มบทบาททางทหารในภูมิภาค

 

โพลแมนยังสนับสนุนเหตุผลของเธอด้วยแถลงการณ์ร่วมของเอกอัครราชทูตจีนและรัสเซียประจำญี่ปุ่นในวันที่ปูตินเยือนพื้นที่พิพาท ซึ่งมีเนื้อหาต่อต้านความพยายามแก้ไขผลลัพธ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมทั้งเตือนต่อการกลับมาเพิ่มกำลังทางทหารในเอเชีย-แปซิฟิก

 

  • 2. ผลประโยชน์ระยะกลาง คือ ความเปราะบางด้านพลังงานที่จำกัดทางเลือกของญี่ปุ่น โพลแมนชี้ว่า ญี่ปุ่นกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงานจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยขณะนี้โตเกียวนำเข้า LNG จากรัสเซียประมาณ 9% ของการนำเข้าทั้งหมด และยังพึ่งพาก๊าซจากโครงการ Sakhalin-2 ทำให้ญี่ปุ่นมีพื้นที่จำกัดในการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นกับมอสโก

 

กล่าวอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์พลังงานในเวลานี้ทำให้ต้นทุนที่ญี่ปุ่นต้องแบกรับจากการเผชิญหน้ากับรัสเซียสูงขึ้น และลดอำนาจต่อรองของโตเกียวลงไปพร้อมกัน

 

  • 3. ผลประโยชน์ระยะสั้น คือ การสร้างกระแสชาตินิยมในประเทศ โพลแมนชี้ว่า ปูตินเลือกเดินทางไปยังอีตูรูป-เอโตรูฟุ ก่อนวันครบรอบ 81 ปี การประกาศยอมแพ้ของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียง 2 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่สังคมญี่ปุ่นมีความอ่อนไหวต่อประเด็นสงคราม การสูญเสียดินแดน และความทรงจำทางประวัติศาสตร์เป็นพิเศษ

 

ขณะเดียวกัน รัสเซียกำลังจะจัดการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นการเลือกตั้งสภาครั้งแรกนับตั้งแต่การรุกรานยูเครนในปี 2022 การแสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าวเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนจึงอาจสร้างผลทางการเมืองภายในประเทศได้ในเวลาเดียวกัน

 

คูริลจากข้อพิพาทเก่า สู่จุดยุทธศาสตร์ในแปซิฟิก

 

นอกเหนือจากข้อพิพาทเรื่องอธิปไตย หมู่เกาะคูริลยังมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์จากตำแหน่งที่ตั้ง โดย The Guardian อธิบายว่า การควบคุมหมู่เกาะดังกล่าวมีความสำคัญต่อการเข้าถึงมหาสมุทรแปซิฟิกของรัสเซีย รวมถึงแหล่งประมงและทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ด้วย

 

ขณะที่ในทางทหาร หมู่เกาะคูริลยังทำหน้าที่เป็นแนวกั้นระหว่างทะเลโอค็อตสค์กับมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการเคลื่อนกำลังของกองเรือแปซิฟิกรัสเซีย ดังนั้น การควบคุมแนวหมู่เกาะจึงช่วยให้มอสโกสามารถป้องกันเส้นทางเข้าสู่ทะเลโอค็อตสค์ ขณะเดียวกันยังสามารถใช้พื้นที่เป็นจุดเฝ้าระวังและสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารใกล้ตอนเหนือของญี่ปุ่นได้มากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน ความสำคัญของพื้นที่ยังเพิ่มขึ้นจากความร่วมมือทางทหารระหว่างจีนกับรัสเซียที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะปฏิบัติการและการซ้อมรบร่วมทางทะเลในแปซิฟิก ทำให้ความสำคัญของหมู่เกาะคูริลค่อยๆ ขยายออกจากกรอบข้อพิพาทรัสเซีย-ญี่ปุ่น และเชื่อมโยงกับการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกมากขึ้น

 

อนึ่ง รัสเซียยังทยอยเพิ่มขีดความสามารถทางทหารบนหมู่เกาะคูริล โดยเฉพาะเกาะอีตูรูป-เอโตรูฟุ และคูนาชีร์มาอย่างต่อเนื่อง โดย South China Morning Post รายงานถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดว่า รัสเซียจัดการฝึกทางทหารครั้งใหญ่ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีเรือรบราว 60 ลำ และกำลังพลประมาณ 13,000 นายเข้าร่วม

 

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธีวินท์ระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะมองว่า คูริลกำลังกลายเป็น ‘แนวรบใหม่’ ในแปซิฟิก เพราะญี่ปุ่นไม่มีท่าทีว่า จะใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะของพื้นที่ โดยมองว่า ความท้าทายด้านความมั่นคงของประเทศ ยังคงอยู่ทางตอนใต้และตะวันตกเฉียงใต้ โดยเฉพาะจีน

 

ภาพ: Kyodo, Gavriil Grigorov / Sputnik via REUTERS

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising