เรย์ ดาลิโอ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates ออกมาเตือนว่าสหรัฐฯ อาจเผชิญวิกฤตหนี้ภายในราว 3 ปี พร้อมเสนอให้นักลงทุนลดน้ำหนักการถือพันธบัตรลง และจัดสรรเงินราว 10-15% ของพอร์ตไปถือทองคำ รวมถึงบิตคอยน์อีกเล็กน้อย เพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว
ประเด็นสำคัญ
ดาลิโอซึ่งเตือนเรื่องอันตรายจากหนี้ภาครัฐมานาน ระบุผ่าน LinkedIn เมื่อวันศุกร์ (21 ส.ค.) ว่า นักลงทุนควรกระจายการลงทุนทั้งข้ามประเภทสินทรัพย์และไปยังประเทศที่มีฐานะการเงินแข็งแรง โดยการลดน้ำหนักพันธบัตรควบคู่กับการถือทองคำในสัดส่วนดังกล่าว จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทนไปพร้อมกัน
ความเห็นนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ได้ขายพันธบัตรออกมาเพื่อพยุงค่าเงินเยน
เพื่อสกัดแรงเทขายในตลาดพันธบัตร สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศแผนเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่อยู่เหนือความคาดหมาย แต่จนถึงตอนนี้ก็ช่วยพยุงตลาดได้เพียงระยะสั้น
ตัวเลขที่ดาลิโอชี้ว่าใกล้ถึงจุดเปลี่ยน
ดาลิโอระบุว่าเขามั่นใจว่าฐานะการเงินของรัฐบาลสหรัฐฯ มาถึงจุดเปลี่ยนแล้ว และหากไม่ลงมือแก้ตั้งแต่ตอนนี้ หนี้จะพอกพูนไปถึงจุดที่จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อยอมเจ็บตัวอย่างหนักเท่านั้น
เขาประเมินว่าปีนี้รัฐบาลสหรัฐฯ มีรายได้ราว 5.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 179.74 ล้านล้านบาท) เทียบกับรายจ่าย 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 245.10 ล้านล้านบาท) ทำให้ขาดดุลราว 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 65.36 ล้านล้านบาท) หรือใช้จ่ายมากกว่ารายได้ราว 40%
เฉพาะต้นทุนดอกเบี้ยอย่างเดียวในปีนี้จะอยู่ที่ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.68 ล้านล้านบาท) ขณะที่ยังมีหนี้อีกราว 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 326.80 ล้านล้านบาท) ที่ต้องกู้ใหม่เพื่อชำระหนี้เดิม
เมื่อนำภาระทั้งสองส่วนมารวมกัน ดาลิโอเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า หากรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นบริษัทแห่งหนึ่ง ภาระชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจะอยู่ที่ราว 11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 359.48 ล้านล้านบาท) หรือราว 200% ของรายได้ต่อปี ซึ่งเป็นภาระที่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา
ดาลิโออธิบายกลไกผ่านกรอบวัฏจักรหนี้ในหนังสือ How Countries Go Broke ว่าต้นทุนการชำระหนี้ที่สูงขึ้นจะชนกับความต้องการซื้อพันธบัตรที่ไม่เพียงพอ จนรัฐบาลถูกบีบให้ยอมรับดอกเบี้ยที่สูงขึ้น หรือธนาคารกลางต้องพิมพ์เงินมาซื้อหนี้ ซึ่งทำให้ค่าเงินอ่อนลงและเร่งเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณเดือนกรกฎาคมสูงกว่า 4.32 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 14.12 ล้านล้านบาท) โดยเบสเซนต์ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่าตัวเลขน่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว พร้อมระบุว่ามีทีมงานกำลังหาทางลดรายจ่ายลงหลายแสนล้านดอลลาร์ และยอดซื้อคืนพันธบัตรน่าจะสูงกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.31 แสนล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ดาลิโอมองต่างว่ารัฐลดรายจ่ายได้น้อยมาก เพราะงบส่วนใหญ่เป็นภาระผูกพันหรือรายจ่ายที่จำเป็น ส่วนการซื้อคืนพันธบัตรนั้นกระทรวงการคลังก็มีศักยภาพจำกัด
ทางออก 3 ทางที่เขาเห็นว่าต้องทำพร้อมกัน
ข้อเสนอของดาลิโอคือการลดการขาดดุลงบประมาณลงมาอยู่ที่ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จากปัจจุบันที่ราว 6% ผ่านการดำเนินการ 3 ทางไปพร้อมกัน ได้แก่ การลดรายจ่ายภาครัฐ, การเพิ่มรายได้จากภาษี และการลดอัตราดอกเบี้ย
เขาย้ำว่าทั้งสามอย่างต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน เพื่อไม่ให้อย่างใดอย่างหนึ่งมีขนาดใหญ่เกินไป เพราะถ้าใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหนักเกินไป การปรับตัวก็จะเจ็บปวดเกินจำเป็น
เขายังเตือนไม่ให้ใช้วิธีบังคับดันการปรับตัวเหล่านี้ โดยยกตัวอย่างว่าจะเลวร้ายมากหากธนาคารกลางสหรัฐฯ กดดอกเบี้ยลงอย่างผิดธรรมชาติ พร้อมชี้ว่าควรลงมือตั้งแต่เศรษฐกิจยังแข็งแรง เพราะหากเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว รัฐจะยิ่งต้องเพิ่มการใช้จ่าย
ส่วนช่วงเวลาที่วิกฤตอาจเกิดขึ้น ดาลิโอระบุว่าขึ้นอยู่กับหลายตัวแปร ตั้งแต่ความขัดแย้งทางทหารไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยหากยังเดินบนเส้นทางเดิม สหรัฐฯ อาจเข้าสู่วิกฤตเร็วที่สุดใน 1 ปีหรือช้าที่สุด 5 ปี
เขายังระบุด้วยตัวเองว่าการคาดเดาของเขาอาจเป็นการเดาที่ผิด แต่คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นในราว 3 ปี บวกลบ 2 ปี หากไม่มีการเปลี่ยนทิศทาง
ดาลิโอเสริมว่าแรงกดดันทางการคลังในลักษณะเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นกับหลายประเทศ ทั้งอังกฤษ, จีน และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเหตุผลที่เขาคาดว่าเงินที่ไม่ได้ผลิตโดยรัฐบาลอย่างทองคำและบิตคอยน์จะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี
ความเคลื่อนไหวในตลาดสอดคล้องกับมุมมองดังกล่าว โดยราคาทองคำเมื่อวันศุกร์ขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ส่วนบิตคอยน์ทะลุ 7.7 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.52 ล้านบาท) และมุ่งสู่สัปดาห์ที่ปรับขึ้นแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023
ความเสี่ยงที่อาจลามถึงตลาดหุ้น
แรงกดดันจากผลตอบแทนพันธบัตรยังส่งผลถึงตลาดหุ้นด้วย โดยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ พุ่งเหนือระดับ 4.7% ในสัปดาห์นี้ ส่วนอายุ 30 ปีขึ้นไปเหนือ 5.2% ซึ่งสะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อระดับหนี้ภาครัฐที่สูงขึ้นและแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังมีอยู่
ฟิลลิป โคลมาร์ หุ้นส่วนด้านกลยุทธ์ระดับโลกจากบริษัทวิจัยตลาด MRB Partners ระบุในบทวิเคราะห์ถึงลูกค้าว่า ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวกำลังทำให้ตลาดหุ้นอยู่บนปากเหวของการเทขายเพื่อลดความเสี่ยง
เขาให้สัมภาษณ์กับ Business Insider ว่า หากผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปียังไต่ขึ้นจนเข้าใกล้ระดับ 5% ก็อาจทำให้นักลงทุนตื่นตระหนกจนกระตุ้นให้ดัชนี S&P 500 ปรับลง 15-20% ได้
เหตุผลที่กระทบหุ้นมี 2 ทาง ทางแรกคือผลตอบแทนที่สูงขึ้นมักกดดันหุ้นกลุ่มเติบโต เพราะนักลงทุนจะเทียบผลตอบแทนระยะยาวที่ปราศจากความเสี่ยง กับผลตอบแทนในตลาดหุ้นที่ไม่แน่นอน
ทางที่สองคือต้นทุนการกู้ยืมของบริษัท AI ที่ใช้เงินมหาศาลสร้างโครงสร้างพื้นฐานจะสูงขึ้น ซึ่งทำให้ผลตอบแทนจากเงินลงทุนลดลงและกำไรหดตัวตาม
โคลมาร์อธิบายว่าเมื่อบริษัท AI ถูกกดดันอย่างหนักให้สร้างรายได้จากการลงทุน ขณะที่ความคาดหวังด้านกำไรสูงอยู่แล้ว ต้นทุนกู้ยืมที่แพงขึ้นจะยิ่งยืดเวลาออกไป จนนักลงทุนต้องลดคาดการณ์กำไรและกดดันราคาหุ้น
เขายังมองว่ามาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังอาจให้ผลย้อนกลับ เพราะให้ภาพว่ารัฐบาลพยายามกดผลตอบแทนพันธบัตรลงโดยไม่แก้ที่ต้นเหตุ อีกทั้งยังไม่ได้ประสานกับธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงอาจส่งสัญญาณว่ากระทรวงการคลังกำลังตื่นตระหนก
สำหรับนักลงทุนที่กังวล โคลมาร์เสนอว่าอาจลดสัดส่วนหุ้น AI ลง แล้วเพิ่มน้ำหนักกลุ่มตั้งรับอย่างเฮลท์แคร์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยน้อยกว่า รวมถึงกลุ่มการเงินที่มักทำผลงานได้ดีในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น
ภาพ : Amal Alhasan/Getty Images for Fortune Media
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.68 บาท ณ วันที่ 22 สิงหาคม 2569
อ้างอิง :

