วันนี้ (15 กรกฎาคม) พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2569 ว่า ที่ประชุมมีมติ ปรับเกณฑ์ค่าไฟโดยคิดอัตรา 3 บาท ในกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย 200 ยูนิตแรก
นอกจากนี้ให้ไปคิดค่าไฟโดยจะเก็บจากกลุ่มอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงที่ประชุมมีมติ ให้เอาค่าไฟสาธารณะออกจากบิลของประชาชน โดยรัฐบาลจะไปหาวิธีการบริหารจัดการงบประมาณเอง โดยสิ่งที่เราจะทำคือไปนำมาจากตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะมีการลงทุนในอนาคต
ที่ประชุม กพช.วันนี้จะส่งมติต่อให้กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) รวมถึงไปรับฟังความคิดเห็นอีก 15 วัน โดยทั้ง 3 การไฟฟ้า จากนั้น จะนำไปพิจารณาเรื่องเรทราคา และอีกส่วนที่ได้จากผลประกอบการของดาต้าเซ็นเตอร์ ก็จะนำมาชดเชยกับในส่วนของค่าไฟสาธารณะ ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท ก่อนที่จะนำเสนอสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยคิดว่าจะดำเนินการได้เร็วที่สุดภายในรอบบิลเดือนสิงหาคมนี้
ส่วนของการนำไฟทางและสาธารณะออกมาโดยที่ไม่เรียกเก็บจากดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องนำงบประมาณส่วนหนึ่งมาใช้ใช่หรือไม่ พลพีร์ กล่าวว่า จะต้องดูว่าจะจัดการตรงนี้อย่างไร โดยการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะรับไปดูแล โดยดูจากผลกำไรของกิจกรรมต่างๆ และส่วนหนึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.)จะไปดูแล ส่วนสัดส่วนจะออกมาอย่างไรต้องรอกกพ.เรียกคุยอีกครั้ง จะมาจากการบริหารตรงนี้ โดยที่ประชาชนไม่ต้องมารับผิดชอบ
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องเรทค่าไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ที่อาจจะแพงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนหรือไม่ พลพีร์ กล่าวว่า คณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นจะมี เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน โดยจะพิจารณาจากการลงทุนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และค่าไฟของประเทศอื่นมาประกอบกับมาตรการที่เราจะคิดว่าเป็นอย่างไร โดยต้องพิจารณาข้อดี-ข้อเสีย ซึ่งในส่วนข้อดีจะมีการลงทุนมหาศาล แต่ไม่เกิดการจ้างงาน และใช้ทรัพยากรในไทยเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำหรือไฟฟ้า หากยิ่งใช้ไฟเยอะต้นทุนการผลิตยิ่งเยอะ ก็หมายความว่า เราใช้แก๊สเยอะขึ้น ราคายิ่งสูงขึ้น ซึ่งต้องมีคนมาดูแลตรงนี้แต่ต้องไม่เป็นภาระกับประชาชน


