ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ตามคำร้องที่ สส. พรรคร่วมฝ่ายค้านส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความวินิจฉัย
ประเด็นสำคัญ
โดยคำวินิจฉัยแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก
1. มติเอกฉันท์ ประเด็น ‘2 แสนล้านบาทแรก’
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ (9 เสียง) วินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ส่วนแรกที่บัญญัติว่า “เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้นำไปใช้ … (1) เพื่อช่วยเหลือ ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน” จำนวน 2 แสนล้านบาท เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
2. มติ 7 ต่อ 2 ประเด็น ‘2 แสนล้านบาทหลัง’
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2 เสียง) วินิจฉัยว่า พ.ร.ก. กู้เงินฯ ส่วนหลังที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 7 คน ที่เห็นว่า พ.ร.ก. ส่วนหลังเป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, อุดม สิทธิวิรัชธรรม, วิรุฬห์ แสงเทียน, นภดล เทพพิทักษ์, บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, สุเมธ รอยกุลเจริญ และ สราวุธ ทรงศิวิไล
ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน ที่เห็นว่า พ.ร.ก. ส่วนหลังไม่เป็นไปตามมาตรา 172 ประกอบด้วย จิรนิติ หะวานนท์ และ อุดม รัฐอมฤต
โดยสาระสำคัญในคำวินิจฉัยกลาง และความเห็นส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนนั้น สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดเผยต่อสาธารณะในโอกาสต่อไป
ที่มาที่ไปของคดีนี้
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก สส. พรรคร่วมฝ่ายค้านร่วมกันเข้าชื่อยื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย เนื่องจากมองว่าการออก พ.ร.ก. อาจเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบงบประมาณปกติของรัฐสภา และขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
คำร้องของฝ่ายค้านชี้ว่า ‘วงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง’ ในส่วนของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน เป็นแผนพัฒนาระยะยาว ไม่ใช่ ‘สถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้’ จึงควรเสนอผ่านกระบวนการ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายฯ ปกติ เพื่อให้รัฐสภาตรวจสอบ แทนที่จะออกเป็น พ.ร.ก. โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบของรัฐสภาก่อน


