วันนี้ (25 สิงหาคม) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ บัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง สังกัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน 20 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียนและทดแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง และมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
การแต่งตั้งครั้งนี้ครอบคลุมตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมีรายชื่อดังนี้
รองปลัดกระทรวงมหาดไทย 4 ตำแหน่ง
- จำเริญ แหวนเพ็ชร จากผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
- นัฐพล นราดิศร จากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
- อนุพงศ์ สุขสมนิตย์ จากผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
- อโรชา นันทมนตรี จากผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
อธิบดีและผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย 5 ตำแหน่ง
- ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล จากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
- สมชาย ลีหล้าน้อย จากผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นอธิบดีกรมที่ดิน
- นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร จากรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
- ธีรพัฒน์ คัชมาตย์ จากอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง
- ปิยะ ปิจนำ จากผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ผู้ว่าราชการจังหวัด 11 ตำแหน่ง
- มนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ จากผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทศพล เผื่อนอุดม จากผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
- ฉัตรประอร นิยม จากผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตราด
- ภาสกร บุญญลักษม์ จากรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตาก
- ณัฐพงษ์ สงวนจิตร จากผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา
- ชุมพิชญ์ เดชะรัฐ จากผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์
- เอกวิทย์ มีเพียร จากผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์
- ธนียา นัยพินิจ จากผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี
- ชาธิป รุจนเสรี จากผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว
- พิริยะ ฉันทดิลก จากผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี
- ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม จากรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
แม้ในทางราชการ การแต่งตั้งโยกย้าย 20 ตำแหน่งครั้งนี้จะเป็นการสับเปลี่ยนหมุนเวียนและทดแทนตำแหน่งที่ว่าง แต่ในทางการเมือง โผรอบนี้มีนัยสำคัญต่อการจัดทัพของ ‘รัฐบาลสีน้ำเงิน’
เพราะกระทรวงมหาดไทยเป็นหนึ่งในกระทรวงที่มีความสำคัญต่อการบริหารพื้นที่ และเป็นกระทรวงที่ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
การจัดวางผู้บริหารระดับสูงครั้งนี้จึงไม่ได้เปลี่ยนเพียงตัวบุคคล แต่เป็นการกำหนดทีมที่จะเข้ามาขับเคลื่อนงานของกระทรวงในส่วนกลางและจังหวัดต่างๆ ต่อเนื่องไปอีกระยะ โดยเฉพาะตำแหน่งอธิบดีและผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการนำนโยบายของรัฐบาลลงสู่พื้นที่
จุดที่ถูกจับตามากที่สุดคือ ‘ปิยะ ปิจนำ’ จากผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ขึ้นเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) หนึ่งในกรมสำคัญของมหาดไทย เพราะมีอำนาจกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ และอยู่ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองจากประเด็นการทุจริตสอบท้องถิ่น
ชื่อของปิยะมีนัยทางการเมืองมากกว่าชื่ออื่นในโผ เพราะมาจาก ‘บุรีรัมย์’ ซึ่งเป็นฐานการเมืองสำคัญของภูมิใจไทย และถูกจับตาเรื่องความใกล้ชิดกับเครือข่ายการเมืองสีน้ำเงิน การขยับจากผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ขึ้นมาคุมกรม สถ. จึงทำให้เกิดการตีความว่า รัฐบาลสีน้ำเงินกำลังวางคนที่มีความไว้วางใจทางการเมืองไว้ในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกลไกท้องถิ่น
นี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะกรม สถ. ไม่ได้ดูแลเพียงงานราชการทั่วไป แต่เชื่อมโยงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบริหารพื้นที่และการนำนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติ หากมองในมุมการเมือง การได้ผู้บริหารที่ฝ่ายการเมืองไว้วางใจมาคุมกลไกดังกล่าว ย่อมมีความหมายต่อการทำงานของรัฐบาลสีน้ำเงินในระดับพื้นที่
อีกหนึ่งภาพของการจัดสมดุลในโผนี้ คือการขยับ ‘สมชาย ลีหล้าน้อย’ จากผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ขึ้นเป็นอธิบดีกรมที่ดิน ขณะที่ ‘ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล’ จากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งอยู่ระหว่างถูกแจ้งข้อกล่าวหาจาก ป.ป.ช. และถูกสอบวินัยจากกระทรวงมหาดไทย กรณีทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น ขยับไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย การจัดวางสองเก้าอี้สำคัญนี้จึงถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งภาพของการจัดสมดุลสายภาคใต้และกระจายเก้าอี้ในโครงสร้างมหาดไทย
ขณะเดียวกัน การโยก ‘ธีรพัฒน์ คัชมาตย์’ จากอธิบดี ปภ. ไปเป็นอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง และให้ ‘นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร’ ขึ้นเป็นอธิบดี ปภ. ก็สะท้อนการจัดวางตัวผู้บริหารในกรมหลักของมหาดไทยใหม่หลายจุด ขณะที่ระดับจังหวัดมีการขยับผู้ว่าราชการจังหวัดสำคัญ ทั้งเชียงใหม่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ปทุมธานี อุดรธานี นครสวรรค์ และสุพรรณบุรี
เมื่อมองรายชื่อทั้งหมดประกอบกัน จึงเห็นภาพว่าโผนี้เป็นการ จัดทีมบริหารมหาดไทยชุดใหม่ของรัฐบาลสีน้ำเงิน ตั้งแต่ระดับกรมไปจนถึงระดับจังหวัด แม้จะไม่สามารถเหมารวมว่าข้าราชการทุกคนในบัญชีเป็นบุคคลที่อยู่ในเครือข่ายทางการเมืองเดียวกัน แต่ตำแหน่งที่ถูกจัดวางล้วนมีความสำคัญต่อการบริหารพื้นที่ของรัฐบาล
อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลต้องระมัดระวังไม่ให้การจัดวางบุคคลถูกตีความว่าเป็นการนำ ‘เครือข่ายสีน้ำเงิน’ เข้าไปครอบงำระบบราชการ เพราะยิ่งตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการบริหารท้องถิ่นและพื้นที่สำคัญมีภาพเชื่อมโยงกับฐานการเมืองมากเท่าไร
ก็ยิ่งเปิดช่องให้ฝ่ายค้านตั้งคำถามเรื่องการใช้กลไกราชการสร้างฐานทางการเมืองได้มากขึ้น
ดังนั้น เมื่อ ‘อนุทิน’ ควบทั้งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและ มท.1 โผมหาดไทย 20 ตำแหน่งจึงไม่ใช่เพียงการหมุนเวียนข้าราชการ แต่คือ การวางหมากของรัฐบาลสีน้ำเงินในกลไกรัฐ ตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และทุกเก้าอี้ที่ถูกจัดวาง ย่อมสะท้อนว่า ‘เป็นคนที่ฝ่ายการเมืองเลือก’


