กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) เห็นชอบให้มีการปรับเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันอีกครั้งในเดือนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจนำไปสู่อุปทานน้ำมันที่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น หากข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน
ประเด็นสำคัญ
โดยตามแถลงการณ์ของ OPEC ประเทศสมาชิกหลัก 7 ชาติ นำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ได้ตกลงกันผ่านการประชุมทางวิดีโอ เมื่อวันอาทิตย์ให้เพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันรวมกันอีก 1.88 แสนบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสอดคล้องกับแผนของกลุ่มที่ต้องการทยอยยกเลิกมาตรการลดกำลังการผลิตที่เริ่มใช้เมื่อหลายปีก่อน
ราคาน้ำมันดิบร่วงราว 43% ตลาดเริ่มกังวลภาวะ ‘น้ำมันล้นตลาด’
นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น OPEC+ ได้เพิ่มโควตาการผลิตรวมแล้ว 9.4 แสนบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นเกือบ 1% ของอุปสงค์น้ำมันโลก
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มโควตาเหล่านี้ยังเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากสงครามส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ทำให้ประเทศผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถ เพิ่มการส่งออกและการผลิตได้ตามเป้าหมาย
หลังจากที่อิหร่านและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ซาอุดีอาระเบียและประเทศเพื่อนบ้านเริ่มฟื้นฟูการส่งออกน้ำมันอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดน้ำมันในเอเชียกลับมามีอุปทานส่วนเกินมากขึ้น
ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าปรับตัวลดลงถึง 43% จากจุดสูงสุดในช่วงสงครามมาอยู่ใกล้ระดับ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในตลาดลอนดอน
ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายเริ่มคาดการณ์ ว่าตลาดน้ำมันโลกอาจกลับเข้าสู่ภาวะอุปทานล้นตลาดอีกครั้ง
สถานการณ์ดังกล่าวอาจบีบให้ OPEC+ ต้องเผชิญทางเลือกระหว่างการจำกัดกำลังการผลิตต่อไป หรือแข่งขันแย่งส่วนแบ่งตลาดกันเอง ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามราคาในอนาคต
ในขณะเดียวกัน OPEC ก็กำลังเผชิญความท้าทายด้านเอกภาพภายในกลุ่ม หลังจากอิรัก ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง ส่งสัญญาณเมื่อเดือนที่แล้วว่าอาจพิจารณาถอนตัวจากกลุ่ม หากไม่ได้รับการอนุมัติโควตาการผลิตที่สูงขึ้น
UAE ถอนตัว OPEC สร้างแรงกดดันราคา
ก่อนหน้านี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ถอนตัวออกจาก OPEC ไปแล้วในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากไม่พอใจกับข้อจำกัดด้าน โควตาการผลิตเช่นเดียวกัน
โดย UAE มีศักยภาพการผลิตส่วนเกินจำนวนมากที่ยังไม่ได้ถูกนำกลับมาใช้หลังสงคราม และมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและต่อประเทศผู้ผลิตรายอื่น
ข้อมูลการติดตามเรือบรรทุกน้ำมันระบุว่า ซาอุดีอาระเบียและ UAE สามารถฟื้นฟูการส่งออกน้ำมันกลับมาใกล้ระดับก่อนสงครามได้แล้ว อันเป็นผลจากข้อตกลงสันติภาพและการกลับมาใช้งานช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม ระดับการผลิตจริงของทั้งสองประเทศยังคงต่ำกว่าระดับปกติอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้นำร่วมของ OPEC+ ร่วมกับซาอุดีอาระเบีย ก็กำลังเผชิญปัญหาเฉพาะตัว แม้ว่าการส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซีย จะเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่โรงกลั่นน้ำมัน ภายในประเทศได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครน ทำให้น้ำมันที่เดิมจะถูกกลั่นภายในประเทศต้องถูกส่งออกแทน
รายได้ที่สูญเสียไประหว่างสงครามยังเป็นแรงผลักดันให้อิรักเรียกร้องให้ OPEC ปรับเพิ่มโควตาการผลิตของตนอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมส่งสัญญาณว่าพร้อมพิจารณาออกจากกลุ่ม หากข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนอง
ปัจจุบัน OPEC+ กำลังดำเนินการตรวจสอบศักยภาพ การผลิตที่แท้จริงของสมาชิกแต่ละประเทศ เพื่อกำหนดเป้าหมายการผลิตใหม่ สำหรับปี 2027 ก่อนหน้านี้ Bloomberg รายงานว่า OPEC+ มีแผนเดินหน้าปรับเพิ่มโควตาการผลิตต่อเนื่องจนถึงเดือนกันยายน
เพื่อยุติมาตรการลดกำลังการผลิตสองชุดที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2023 โดยการเพิ่มโควตาในเดือนสิงหาคมจะถือเป็นขั้นตอนรองสุดท้ายของกระบวนการดังกล่าว
สำหรับมาตรการลดกำลังการผลิตชุดสุดท้าย ซึ่งเป็นชุดที่สาม ยังคงมีกำหนดบังคับใช้จนถึงสิ้นปีนี้ แม้ว่าผู้แทนบางประเทศจะระบุเมื่อเดือนที่แล้วว่า อาจมีการเร่งกำหนดเวลายกเลิกมาตรการดังกล่าวให้เร็วขึ้น
OPEC+ มีกำหนดประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 2 สิงหาคม อย่างไรก็ตาม แม้ก่อนเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ สมาชิกหลายประเทศก็ประสบปัญหาข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตอยู่แล้ว ทำให้ไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เต็มตามโควตาที่ได้รับ ดังนั้น การเพิ่มอุปทานจริงเข้าสู่ตลาดอาจต่ำกว่าที่ตัวเลขโควตาระบุไว้มาก
ขณะที่ วัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรก 3 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-มีนาคม) การใช้พลังงานของไทยยังขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
โดย การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นเพิ่มขึ้น 2.1% สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัว 2.8% ในไตรมาสแรก จากแรงหนุนของภาคอุตสาหกรรม การส่งออก และภาคบริการ
ไทยจับตาต้นทุน เผยยอดใช้น้ำมันยังเพิ่ม 5 %
ขณะที่ การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นสุดท้ายเพิ่มขึ้น 4.5% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการใช้น้ำมันสำเร็จรูปและไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 4.9% เท่ากัน สะท้อนความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นทั้งในภาคการผลิต ภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือน
เมื่อแยกตามประเภทเชื้อเพลิง พบว่า การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 5.0% โดยเฉพาะน้ำมันเบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยาน ขณะที่ การใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 6.9% จากความต้องการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น ส่วนการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 19.1% ในทางกลับกัน การใช้ถ่านหินและลิกไนต์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ว่าการใช้พลังงานโดยรวมจะเพิ่มขึ้น แต่ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) จากการใช้พลังงานกลับลดลง 0.3%เหลือ 59.5 ล้านตัน CO₂ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
เนื่องจากภาคการผลิตไฟฟ้าปล่อยคาร์บอนลดลง 8.7% จากการใช้เชื้อเพลิงที่มีความเข้มข้นของคาร์บอนต่ำลง แม้ว่าการปล่อย CO₂ จากภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็ตาม
สัญญาณใหม่ ยอดจดทะเบียน BEV พุ่ง 68%
อีกหนึ่งสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ ยอดจดทะเบียนสะสมรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 68% จากปีก่อน แตะ 435,013 คัน สะท้อนว่าการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ายังเติบโตต่อเนื่อง
“แม้ภาพรวมการใช้น้ำมันในภาคขนส่งจะยังเพิ่มขึ้นตามการเดินทางและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากราคาพลังงาน โลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและทิศทาง การใช้พลังงานของประเทศในระยะต่อไป” วัฒนพงษ์ กล่าว
ภาพ: ShutterStock / Minh 8686
อ้างอิง:

