×

ศาลพิพากษายกฟ้อง ม.112-116 คดีนักกิจกรรมทำโพลสอบถาม ‘ขบวนเสด็จฯ สร้างความเดือดร้อนหรือไม่’

โดย THE STANDARD TEAM
06.07.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ "พิพากษายกฟ้อง คดีโพล ‘ขบวนเสด็จ’ ชี้ไม่เข้าข่ายละเมิด ม. 112 เหตุคำถามไม่ได้เจาะจง"

วันนี้ (6 กรกฎาคม) ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาในคดีทำโพลสำรวจความคิดเห็น ‘คุณคิดว่า ขบวนเสด็จฯ สร้างความเดือดร้อนหรือไม่’ บริเวณห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 และถูกสั่งฟ้องตามมาตรา 112, มาตรา 116 รวมถึงในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136, 138, 140 และ 368 กับ ‘ตะวัน ตัวตุลานนท์’ และพวกรวม 7 คน

 

ทั้งนี้ เนื่องจากจำเลยที่ 3 เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ ‘บุ้ง’ ได้ถึงแก่ความตาย ศาลชี้ว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป จึงให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

 

รายละเอียดคำพิพากษา ศาลวินิจฉัยว่า สำหรับการกระทำที่จะเป็นความผิดตาม มาตรา 112 จะต้องเป็นการกระทำในลักษณะด้อยค่า ใส่ร้ายป้ายสี หรือแสดงกิริยาอื่นใด หรือกล่าววาจาจาบจ้วงล่วงเกิน เปรียบเทียบ เปรียบเปรย หรือเสียดสีให้เป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท หรือใช้สิทธิและเสรีภาพให้เป็นปฏิปักษ์ในทางใดทางหนึ่ง

 

ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายมาตราดังกล่าว รัฐจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยยึดหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ด้วยความเป็นธรรม และเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน มิใช่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

 

เมื่อพิจารณาข้อความตามป้ายประกาศของกลาง และการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4-8 ที่เชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยการติดสติกเกอร์ว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนหรือไม่ ซึ่งเป็นการกระทำเพียงประโยคคำถามถึงขบวนเสด็จ มิต้องด้วยลักษณะการมุ่งหมายหรือเชื่อมโยงไปยังบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ข้อความบนป้ายประกาศมิได้ระบุพระนาม หรือสื่อถึงบุคคลที่กฎหมายคุ้มครองโดยตรง จึงไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อหรือการด้อยค่าพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท

 

จากทางนำสืบของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4-8 ไม่มีการกล่าวปราศรัย หรือแสดงความเห็นอื่นใดในประการที่น่าจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังหรือเสียดสี อันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันไม่บังควร หรือกระทำการอื่นใดที่จะส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการอาฆาตมาดร้าย

 

แม้ต่อมา จำเลยที่ 1 และที่ 2 แสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว ก็เป็นเพียงการแสดงออกทางร่างกายเพื่อสื่อความหมายถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งอาจมีผู้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็เป็นสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็นของแต่ละบุคคลที่สามารถกระทำได้ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 34

 

เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 -8 เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ทั้งจากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏเหตุความวุ่นวายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 -8 อันจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนละเมิดกฎหมายแผ่นดิน การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 -8 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 ตามที่โจทก์ฟ้อง

 

สำหรับข้อกล่าวหาฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ศาลเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 บัญญัติว่า “การจัดการชุมนุมสาธารณะในรัศมีหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรจากพระบรมมหาราชวัง พระราชวัง วังของพระรัชทายาท หรือของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป… จะกระทำมิได้…”

 

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 นัดชุมนุมสาธารณะโดยไม่ได้ขออนุญาตและเป็นการชุมนุมในรัศมี 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง จึงเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจท้องที่ซึ่งมีหน้าที่ถวายความปลอดภัยตาม พ.ร.บ. ถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 ย่อมมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมและออกไปจากรัศมี 150 เมตร จากหน้าวังสระปทุมได้

 

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4-8 ทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว ไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 368

 

ทั้งนี้ ศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 -8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 และจำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคแรก อีกบทหนึ่ง

 

ศาลเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ ปรับจำเลยคนละ 5,000 บาท ฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 3 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 6 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับ ให้ บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้คืนแผ่นป้ายของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

 

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า สำหรับจำเลยในคดีนี้แบ่งออกเป็นคดีผู้ใหญ่ 7 คน (ไม่รวมเนติพรซึ่งจำหน่ายคดี) และคดีเยาวชน 1 คน ได้แก่ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์, ‘ใบปอ’, ฐากูร, วรเวช, ‘บีม’ ณัฐกรณ์, วรัณยา แซ่ง้อ, ‘แบม’ อรวรรณ และเด็กชาย “อ.” เยาวชนอายุ 15 ปี

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising