หากการต่อสู้อย่างสุดหัวใจของเคปเวิร์ดเมื่อวันก่อน คือเรื่องราวที่ได้รับเสียงชื่นชมจากแฟนบอลทั่วโลก
เกมของปารากวัยกับฝรั่งเศส ก็ทำให้เราได้เห็นอีกด้านหนึ่งของฟุตบอล กับสิ่งที่หลายคนเรียกว่า ‘Dark Arts’
แม้ปารากวัยจะสร้างเซอร์ไพรส์เขี่ยเยอรมนีตกรอบมาได้ แต่เกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับฝรั่งเศส ดูเหมือนพวกเขาจะเลือกใช้ ‘Dark Arts’ หรือแท็กติกนอกเหนือจากการเล่นฟุตบอล ทั้งการเข้าปะทะหนัก ยั่วยุคู่แข่ง ถ่วงเวลา และพยายามรบกวนจังหวะการเล่นของฝรั่งเศสด้วย ‘จิตวิทยา’ ตลอดทั้งเกม
หนึ่งในจังหวะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ กุสตาโว เบลัสเกซ ใช้เท้าเขี่ยจุดโทษเพื่อพยายามรบกวนก่อนที่ คีเลียน เอ็มบัปเป จะรับหน้าที่ยิงจุดโทษ ขณะที่นักเตะปารากวัยหลายคนยังเข้าไปล้อมผู้ตัดสินเพื่อถ่วงเวลา หลัง VAR ชี้ให้เป็นจุดโทษ
นอกจากนี้ยังมีจังหวะเข้าปะทะรุนแรงหลายครั้ง ทั้งการศอกใส่ ดาโยต์ อูปาเมกาโน, การเตะใส่เอ็มบัปเป และการยั่วยุนอกเกม ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับทั้งนักวิจารณ์และอดีตนักเตะหลายคน โดยเฉพาะประเด็นที่ ปารากวัยไม่โดนใบเหลืองแม้แต่คนเดียว ตลอด 90 นาที ทั้งที่ฝรั่งเศสกลับได้รับใบเหลืองถึง 3 ใบ
อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสช่วยกันรักษาสมาธิได้ดี ก่อนเฉือนชนะ 1-0 จากจุดโทษของเอ็มบัปเป ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศได้สำเร็จ
หลังจบเกม เอ็มบัปเปกล่าวถึงแท็กติกของคู่แข่งว่า “พวกเขาคิดว่าเราจะมาในชุดทักซิโด้ แต่เราพร้อมสำหรับเกมแบบนี้”
ด้าน ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ยอมรับว่า เขาสั่งให้ผู้เล่นร่างใหญ่ยืนประกบเอ็มบัปเปในช่วงท้ายเกม เพราะเชื่อว่าคู่แข่งจะพยายามเข้าปะทะหนักเพื่อหยุดเขา
เกมนี้จึงเป็นอีกครั้งที่เราได้เห็นว่า ในโลกของฟุตบอล แต่ละทีมต่างมีวิธีพาตัวเองไปสู่ชัยชนะ
บางทีมชนะด้วยคุณภาพของเกม บางทีมชนะด้วยแท็กติก และบางทีมเลือกใช้สิ่งที่เรียกว่า Dark Arts
ซึ่งในเกมนี้ ปารากวัยเลือกใช้แนวทางนั้น







