×

SET ครึ่งหลังปี 69 ลุ้นแตะ 1,644 จุด สงครามอิหร่านใกล้จบ เงินเฟ้อถึงจุดพีก จับตาเงินไหลเข้าหุ้น Domestic Play

01.07.2026
  • LOADING...
หน้าจอแสดงผลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมข้อความคาดการณ์ SET ครึ่งหลังปี 69

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดหุ้นไทยกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง หลังให้ผลตอบแทนต่ำต่อเนื่องหลายปี โดย SET Index ปรับขึ้น 25.26% ตั้งแต่ต้นปี (YTD) ติด TOP 3 ตลาดหุ้นเอเชียที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด เป็นรองแค่ เกาหลีใต้ และ ใกล้เคียงกับไต้หวัน พร้อมทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 1,600 จุด เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

 
 

ด้วยแรงหนุนจากกระแสเงินทุนที่โยกย้ายจากตลาดพัฒนาแล้วเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่มากขึ้น และ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ รวมไปถึงโดดเด่นด้านเงินปันผล ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังเป็น Safe Haven สำหรับนักลงทุนทั่วโลก หนุนให้มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับนักลงทุนต่างชาติที่กลับมาซื้อสุทธิ 34,910 ล้านบาท โดยยังเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 53.46% ของมูลค่าการซื้อขายรวม

 

คำถามคือ SET ยังมีโอกาสไปต่อแค่ไหนในช่วงครึ่งปีหลัง จะผ่านแนวต้านสำคัญที่ 1,600 จุดได้หรือไม่ ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามในตะวันออกกลาง ทิศทางดอกเบี้ย และ เงินเฟ้อ ซึ่งอาจกดดันบรรยากาศการลงทุน จับตาเงินไหลเข้า Domestic Play หุ้นไหนได้ประโยชน์

 

หุ้นไทยลงทุนได้ แต่ Upside จำกัด

 

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KAsset) ประเมินว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังลงทุนใน SET index ต่อไปได้ แต่ตลาดจะเริ่มมี Upside จำกัด การเติบโตชะลอลงจากช่วงครึ่งปีแรก โดยให้เป้าหมาย SET ณ สิ้นปีอยู่ที่ 1,585 จุด และเป้าหมายในอีก 12 เดือนข้างหน้าที่ 1,620 จุด

 

สำหรับประมาณการกำไรต่อหุ้น (Forward EPS) ทั้งปี อยู่ที่ 99 บาทต่อหุ้น จากระดับปัจจุบันที่ 97 บาทต่อหุ้น ภายใต้ PE 16 เท่า

 

และประมาณการ GDP ปี 2569 ที่ระดับ 2% สอดคล้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปรับเพิ่มประมาณการ GDP เป็น 2.3% ปัจจัยส่วนหนึ่งจะมาจากการบริโภค และการส่งออกในช่วงไตรมาส 3 ที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 200,000 ล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลให้ภาคการบริโภคเติบโตได้ในระดับ 2.5% ขึ้นไป

 

สำหรับแนวโน้มดอกเบี้ย บลจ. กสิกรไทย (KAsset) ประเมินว่า หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง SET index จะปรับตัวลดลง โดยมีแนวรับอยู่ที่ระดับ 1,510 จุด แต่หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ซึ่งเป็นไปได้ยาก จะกดดันให้ดัชนีปรับตัวลงลึกกว่าเดิม โดยมีแนวรับอยู่ที่ระดับ 1,475 จุด ทั้งนี้หากเฟดเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้งจริง อาจส่งผลต่อเนื่องไปถึงทิศทางค่าเงินบาทอ่อนค่าทะลุ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ สหรัฐฯ จากเดิมที่คาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.80 – 33.30 บาทต่อดอลลาร์ สหรัฐฯ

 

กำไรหุ้นโตต่อ เงินเฟ้อผ่านจุดพีกไตรมาส 4

 

สำหรับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อว่าจะกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจ จนกระทบกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น สรพล ให้ความเห็นว่า “ในฝั่งของตัวเศรษฐกิจไทยแล้วก็กำไรตลาดหุ้นไทย ผมไม่ค่อยเป็นห่วง เรื่อง Cost-push inflation เนื่องจากสถิติย้อนหลังพบว่า เงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิตมักมาเร็วและไปเร็ว เราเชื่อว่าเงินเฟ้อกำลังจะผ่านจุดสูงสุดในไตรมาส 4 และมีทิศทางปรับตัวลง”

 

สอดคล้องกับ ธปท. ที่ปรับลดประมาณการเงินเฟ้อปี 2570 ลง เนื่องจากต้นทุนหลักอย่างราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงอย่างหนัก จากระดับ 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหลือเพียง 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประกอบกับเงินเฟ้อของไทยในปัจจุบัน มาจากฝั่งอุปทานเป็นหลัก (Supply-side) ไม่ได้มาจากฝั่งความต้องการซื้อ (Demand) เหมือนในปี 2565 จึงไม่มีความจำเป็นที่ กนง จะต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น

 

SET ลุ้นแตะ 1,644 จุด หากสงครามอิหร่านปิดฉาก

 

ด้านประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น

 

พาร์ทเนอร์ จำกัด มองว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง SET index จะเผชิญแนวต้านทางจิตวิทยาที่ระดับ 1,610 จุด ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นแบ่งความ “ถูก” และ “แพง” ของตลาดหุ้นไทย

 

“เป้าหมายเดิมของผมคือ 1,610 จุด สาเหตุที่ตลาดไม่สามารถผ่านจุดนี้ไปได้

 

เพราะว่าถ้ามันผ่านแนวนี้ขึ้นไป จากเดิมหุ้นที่เคยมองว่าถูก มันจะเริ่มไม่ถูก แปลว่าดัชนีจะต้องผ่านเกณฑ์บางอย่าง ถึงจะปรับตัวขึ้นเหนือแนวต้านไปได้”

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันค่า PE ทั้งตลาดที่ดูเหมือนจะแพง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะถูกบิดเบือนด้วยหุ้น Delta ที่มีน้ำหนักมากถึง 13% ของดัชนี เมื่อคิด EPS ที่ 95 บาทต่อหุ้น ทำให้ PE ที่ 16 เท่าดูแพง แต่หากตัด Delta ออกไป PE ตลาดหุ้นไทยจะเหลือเพียง 13 เท่าเท่านั้น ถ้าสมมุติว่าวันนี้ ตลาดหุ้นไทยไม่มี Delta ที่ PE ระดับนี้ และปันผลอยู่ที่ 4.5% ทำให้มูลค่ายังน่าสนใจในแง่ของความถูกอยู่

 

อย่างไรก็ตาม SET index จะสามารถปรับตัวขึ้นผ่านแนวต้านจิตวิทยาได้ ต้องอาศัยการคลี่คลายของสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุนภาครัฐ โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องมีนโยบายที่สอดรับกัน

 

“ผมตั้งสมมติฐานว่า สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านน่าจะต้องจบ ก้อนหินที่มันทับเราไว้มันน่าจะต้องถูกคายออก ปัจจัยเสี่ยงเรื่องราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ความเสี่ยงด้านการคลัง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมันควรจะต้องลดลง ดังนั้นในครึ่งหลังของปี 2569 จึงมีโอกาสที่หุ้นไทยน่าจะก้าวข้ามผ่านแนวความถูกความแพงที่ 1,610 จุดขึ้นไป และอาจจะไปได้ถึง 1,644 จุด”

 

จับตาเงินไหลเข้า Domestic Play หนุนหุ้นแบงก์

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 3/2569 สรพล มองว่า ครึ่งปีหลังจะเกิด Sector Rotation โดยเม็ดเงินจะหมุนเวียนออกจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีไปยังหุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ โดยหุ้นที่น่าจับตาคือ หุ้น Laggard ที่ราคายังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด แต่ยังคงมี Upside สามารถป้องกันความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนในภาวะที่ตลาดไม่ได้เติบโตอย่างหวือหวา เช่น กลุ่มการท่องเที่ยว, กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (F&B), กลุ่มรถไฟฟ้า และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองเศรษฐกิจที่ว่า ภาคการบริโภค (Consumption) จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยหนุนตัวเลข GDP ในช่วงครึ่งปีหลัง

 

ด้านประกิต มองว่า หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะสร้างผลตอบแทนนำตลาด เพราะหากเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ตามเป้าหมาย รัฐบาลจะต้องอาศัยการลงทุน ทำให้ธนาคารจำเป็นต้องปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น โดยหุ้นที่น่าสนใจได้แก่ KBANK, KKP และ SCB

 

กลุ่มที่น่าสนใจรองลงมา คือ หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากภาพรวมการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่มีแนวโน้มดีขึ้น หุ้นเด่นคือ WHA และ AMATA รวมถึงหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคที่จะได้รับอานิสงส์จากปัญหา Supply Shock ที่คลี่คลายลง โดยหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์คือ BGRIM และ GULF

 
  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories