ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นร่วงทะลุ 162 เยนต่อดอลลาร์ ลงไปแตะจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 162.27 เยน ถือระดับที่ไม่เคยเห็นนับตั้งแต่ปี 1986 หรือเกือบ 4 ทศวรรษก่อนหน้า
ประเด็นสำคัญ
การอ่อนค่าของเงินเยนแม้โดยธรรมชาติจะเป็นปัจจัยบวกมากกว่าปัจจัยลบ ทั้งต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของญี่ปุ่น แต่สถานการณ์ในลักษณะเช่นนี้กำลังย้อนกลับไปคล้ายคลึงกับช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2024 ซึ่งการอ่อนค่าของเงินเยนกลับเป็นชนวนที่ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานอย่างรวดเร็วและรุนแรง
เงินเยนทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 4 ทศวรรษ
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่าเงินเยนร่วงลงแตะ 162.27 เยนต่อดอลลาร์ในช่วงต้นของการซื้อขายในตลาดเอเชีย ทะลุผ่านสถิติอ่อนค่าสุดเดิมราว 161.95 เยนที่เคยทำไว้ในช่วงกลางปี 2024 ส่งผลให้นับตั้งแต่ต้นปีนี้เงินเยนปรับตัวลดลงไปแล้วกว่า 3% ตามรายงานของ Financial Times
ต้นตอของแรงเทขายรอบล่าสุด มาจากความกังวลของนักลงทุนต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามในอิหร่าน ประกอบกับความยากลำบากของทางการญี่ปุ่นในการควบคุมเงินเฟ้อ การอ่อนค่าครั้งนี้ถูกกระตุ้นจากความกังวลว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีความเสี่ยงมากกว่าธนาคารกลางอื่นทั่วโลกที่จะปรับนโยบาย ‘ช้ากว่าสถานการณ์’ ในการสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งมีต้นตอจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันอันเป็นผลจากสงคราม
นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้เปิดเผยแผนการลงทุนขนาดใหญ่ทั้งจากภาครัฐและเอกชน คิดเป็นมูลค่าเทียบเท่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วง 14 ปี เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่การขาดรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการแบ่งสัดส่วนเงินทุน ได้รื้อฟื้นความกังวลว่าญี่ปุ่นกำลังเดินเข้าสู่เส้นทางของการขยายตัวทางการคลังที่มากขึ้น
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนท่าทีมาสู่การดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัว (hawkish) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็เป็นอีกแรงสำคัญ รวมทั้งการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นญี่ปุ่นเองก็เป็นแหล่งที่มาของแรงกดดันขาลงต่อเงินเยนเช่นกัน
นับตั้งแต่ต้นปี ดัชนี Nikkei 225 ทำลายสถิติต่อเนื่อง พุ่งทะลุ 72,000 จุดเมื่อสัปดาห์ก่อน จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่แห่เข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์เป็นหลัก โดยเทรดเดอร์ระบุว่าการเดิมพันเหล่านั้นมาพร้อมการทำประกันความเสี่ยงด้านค่าเงินอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกลายเป็นแรงเทขายต่อเงินเยนอีกทอดหนึ่ง
ทางการญี่ปุ่นส่งสัญญาณพร้อมแทรกแซง
จุดต่ำสุดใหม่นี้กระตุ้นให้นักลงทุนเฝ้าระวังความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นจะกลับเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินอีกครั้ง
ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น กล่าวเมื่อวันอังคารว่ารัฐบาลพร้อมดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อรับมือกับความเคลื่อนไหวของค่าเงินที่ผันผวนมากเกินไป “นั่นรวมถึงการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ตามที่ได้รับการยืนยันร่วมกันระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ”
ด้าน มิโนรุ คิฮาระ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้าสร้างเศรษฐกิจให้เปราะบางต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนน้อยลง พร้อมเตรียมแทรกแซงตลาดค่าเงินหากจำเป็น แต่ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับระดับค่าเงินเยนในปัจจุบัน ทั้งนี้ FT ระบุว่าทางการญี่ปุ่นได้ใช้จ่ายเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อพยุงค่าเงินไปแล้วในเดือนเมษายนและพฤษภาคม หลังการตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนโดยทางการสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม
บทเรียนปี 2024 เมื่อเงินเยนแข็งค่าฉับพลันจุดชนวนเทขายทั่วโลก
เพื่อเข้าใจว่าทำไมสถานการณ์ปัจจุบันจึงน่ากังวล ต้องย้อนกลับไปดูกลไกของเหตุการณ์เดือนกรกฎาคม ปี 2024 ที่ ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ถอดบทเรียนไว้อย่างละเอียด
ณัฐชาตเล่าว่า ญี่ปุ่นติดอยู่กับการใช้ดอกเบี้ยต่ำมาเป็นเวลานาน จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นช่วงปลายเดือนมีนาคม ปี 2024 เมื่อ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของวัฏจักร จากติดลบเล็กน้อยขึ้นมาเป็นบวก 0.1% ซึ่งถือเป็น “ความปกติใหม่” ของดอกเบี้ยญี่ปุ่น
หลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก BOJ ทิ้งระยะไปราว 6 เดือน จนถึงไตรมาส 3 ช่วงแรกตลาดเชื่อว่าจะหยุดขึ้นดอกเบี้ยยาว แต่เมื่อ BOJ เริ่มส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงที่เหลือของปี ตลาดจึงเริ่มรับรู้ว่าดอกเบี้ยจะสูงขึ้น
ปัญหาคือในเวลานั้น กองทุนเฮดจ์ฟันด์ได้สะสมสถานะเก็งกำไรเงินเยนอ่อนค่า (short) ไว้เป็นจำนวนมาก ขณะที่ธุรกรรม carry trade ด้วยเงินเยน ก็ยังดำเนินต่อเนื่อง คือการใช้เงินเยนเป็นแหล่งทุนต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก
เมื่อ BOJ ส่งสัญญาณชัด และกำลังจะมีการประชุมปลายเดือนกรกฎาคม ตลาดเริ่มมั่นใจว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยแน่นอน นักลงทุนจึงเริ่มปรับสถานะ คืนหนี้สกุลเงินเยน ทำให้ความต้องการเงินเยนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่เปิดสถานะ short ไว้ก็ต้องเร่งปิดสถานะ ยิ่งเร่งให้เงินเยนแข็งค่าเร็วขึ้นไปอีก
ผลที่ตามมาคือ เงินลงทุนที่เคยถูกอัดฉีดเข้าไปในหุ้นญี่ปุ่น หุ้นทั่วโลก และสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ ถูกถอนกลับ นำมาสู่การปรับฐานอย่างรุนแรง ยกเว้นเงินเยนที่แข็งค่าอย่างรวดเร็วสวนทาง “ทำให้ช่วงนั้นเราเห็นตลาดหุ้นญี่ปุ่นถูกเทขายระดับ 10% ในหนึ่งวัน” ณัฐชาตกล่าว
ทำไมรอบนี้จึง “คล้ายเดิม”
ณัฐชาตประเมินว่า ในเวลานี้หลายปัจจัยกำลังชี้ไปในทิศทางคล้ายเดิมกับช่วงก่อนวิกฤตปี 2024
BOJ เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยล่าสุดในเดือนมิถุนายน ซึ่งหลายคนชะล่าใจว่าวงจรการขึ้นดอกเบี้ยน่าจะจบลงแล้วในปีนี้ ทำให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์กลับมาเพิ่มสถานะ short เงินเยนจนใกล้เคียงกับระดับปี 2024 ขณะที่ค่าเงินเยนเทียบดอลลาร์ก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2024 เช่นกัน
ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับข้อมูลในบทวิเคราะห์กลยุทธ์ของทรีนีตี้ ที่แสดงให้เห็นว่าปริมาณสถานะ short สะสมในเงินเยนของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ได้พุ่งเข้าใกล้ระดับที่เคยทำไว้ในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2024
“ทำให้เราต้องเตือนว่า ถ้าในช่วงถัดไป BOJ ส่งสัญญาณ hawkish มากขึ้น” ณัฐชาตกล่าว พร้อมอธิบายว่าปีนี้นักลงทุนรับรู้ไปแล้ว 88% ว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง คืออีก 0.25% แต่หากความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นเป็น 100% ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ก็จะทำให้เงินเยนกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง และอาจเป็นชนวนของกลไกการปิดสถานะแบบเดียวกับปี 2024
อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ ‘ส่วนต่างบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น’
ณัฐชาตชี้ว่ารอบนี้มีอีกปัจจัยที่ต้องจับตาเพิ่มเติม นั่นคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ของสหรัฐฯ
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เงินเยนเคยเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของโลก ก็เพราะส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนระหว่างสองสกุลเงินกว้างมาก ปัจจุบันบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.37% ขณะที่ของญี่ปุ่นอยู่ที่ 2.68% ต่างกันราว 1% กว่าๆ
“ยิ่งถ้าแคบลงเรื่อยๆ จะทำให้ yen carry trade ลดลงเรื่อยๆ” ณัฐชาตกล่าว โดยอธิบายว่าหากธนาคารกลางทั้งสองส่งสัญญาณต่างกัน BOJ hawkish มากขึ้น ขณะที่เฟดยังนิ่ง ส่วนต่างผลตอบแทนของสองประเทศจะแคบลง และยิ่งกระตุ้นให้เงินทุนที่ลงทุนในสหรัฐฯ ไหลกลับเข้าญี่ปุ่นมากขึ้น
เพื่อให้เห็นภาพเปรียบเทียบ ณัฐชาตยกตัวอย่างปี 2023 ที่บอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐฯ เคยขึ้นไปถึง 4.9% ขณะที่ของญี่ปุ่นอยู่เพียง 0.9% ซึ่งเป็นส่วนต่างที่กว้างกว่าปัจจุบันมาก โดยช่วงนั้นเงินเยนอ่อนค่าจากอิทธิพลฝั่งดอลลาร์เป็นส่วนหนึ่ง เพราะตลาดเชื่อว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง และแม้กระทั่งในจังหวะดังกล่าว ดัชนี MSCI ก็เคยย่อตัวลงราว 8% ภายในเวลาประมาณครึ่งเดือน
ความรุนแรงกระจุกที่หุ้นญี่ปุ่น แต่ลามได้ทั่วโลก
ในแง่ของผลกระทบ ณัฐชาตประเมินว่าความรุนแรงจะอยู่ที่หุ้นญี่ปุ่นเป็นหลัก และอาจดึงตลาดหุ้นทั่วโลกให้ปรับตัวลงตาม
จุดที่ทำให้หุ้นญี่ปุ่นโดน 2 เด้ง คือมูลค่าหุ้นญี่ปุ่นมักแปรผันตรงข้ามกับค่าเงิน เมื่อเงินเยนอ่อน หุ้นกลุ่มส่งออกได้ประโยชน์และดัชนีปรับขึ้น แต่เมื่อเงินเยนกลับมาแข็งค่าอย่างฉับพลัน หุ้นกลุ่มเดียวกันนี้ก็ถูกกดดันสวนทาง บวกกับแรงขายจากการปิดสถานะและการถอนเงินลงทุน จึงเป็นที่มาของการเทขายรุนแรงในรอบก่อน
สัญญาณที่ควรจับตาในระยะถัดไป ได้แก่ ท่าทีของ BOJ ว่าจะส่งสัญญาณสายเหยี่ยวมากขึ้นหรือไม่, การขยับของความน่าจะเป็นที่ตลาดรับรู้ว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม จากระดับ 88% เข้าใกล้ 100%, ทิศทางส่วนต่างบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ-ญี่ปุ่นว่าจะแคบลงเพียงใด, ปริมาณสถานะ short เงินเยนของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ และความเคลื่อนไหวการแทรกแซงของทางการญี่ปุ่น
ทั้งหมดนี้คือชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ที่ในปี 2024 เคยเรียงตัวกันจนกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดโลก และในวันนี้ที่เงินเยนทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 40 ปี หลายชิ้นส่วนกำลังกลับเข้าที่อีกครั้ง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าโครงสร้างความเสี่ยงคล้ายเดิมหรือไม่ แต่เป็นว่าตลาดที่ดูเหมือนยังไม่ได้รับรู้ความเสี่ยงนี้ จะตื่นตัวทันเวลาหรือไม่
ภาพ: Dragon Claws, Valazarus-studio / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.trinitythai.com/th/Research/LastestReport
- https://www.cnbc.com/2026/06/30/japan-yen-falls-lowest-level-since-1986-dollar-intervention-risk.html
- https://www.ft.com/content/51a7198d-b00b-4e68-9c8b-1b5fbbdcf510?syn-25a6b1a6=1

