ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงความกังวลต่อทิศทางการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและการผลิตของไทย ซึ่งควรเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ แต่กลับถูกทอดทิ้งจากนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในหัวข้อ ‘ฮาวทูทิ้ง อุตสาหกรรมไทย’
วีระยุทธอ้างอิงถึงการที่รัฐบาลเคยประกาศเป้าหมายจะพาประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า แต่จากการประเมินของพรรคฝ่ายค้าน มองว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงทีมเศรษฐกิจ อาจจะยังไม่ได้จัดทำรายละเอียดแนวทางการไปสู่เป้าหมายดังกล่าว
ตามหลักวิชาการ เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องขยายตัวให้ได้ปีละ 5.8% วีระยุทธ ชี้ให้เห็นว่าข้อมูลการบริหารงานที่ผ่านมา รัฐบาลชุดปัจจุบันและทีมเศรษฐกิจไม่เคยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ถึงครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ประกาศไว้
“รัฐบาลจะมาคิดในกรอบคนละครึ่งไม่ได้ ถ้าท่านคิดว่า ขอทำแค่ 40% แล้วให้ธนาคารโลกมาเติมให้อีก 60% มันไม่ได้ นี่คือกรอบสากล ไม่ใช่เกมการเมืองในประเทศ ท่านต้องคิดใหม่ มิฉะนั้น จะกลายเป็นการพูดลอยๆ พูดเรื่อยเปื่อย” วีระยุทธกล่าว
แม้วีระยุทธจะเห็นพ้องกับเป้าหมายการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูง แต่ได้วิจารณ์รูปแบบการดำเนินนโยบายของรัฐบาลว่า เป็นการทำงานแบบ FOMO (Fear of Missing Out) หรือภาวะกลัวตกกระแส รวมทั้งมีการจัดงบประมาณแบบ ‘ติด Glam’ คือเน้นการใช้จ่ายงบประมาณก้อนใหญ่เพื่อซื้อเทคโนโลยี เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่กลับไม่ได้สร้างรากฐานอุตสาหกรรมในประเทศ
วีระยุทธ ได้เปรียบเทียบพัฒนาการของประเทศไทยกับประเทศเกาหลีใต้ โดยระบุว่าในปี พ.ศ. 2510 เป็นปีสุดท้ายที่รายได้เฉลี่ยของคนไทยยังสูงกว่าคนเกาหลีใต้ หลังจากนั้นเกาหลีใต้สามารถพัฒนาแซงหน้าประเทศไทยไปได้อย่างก้าวกระโดด ขณะที่ไทยติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมานานกว่า 50 ปี ความสำเร็จของเกาหลีใต้เกิดจากการที่รัฐบาลกดดันและผลักดันบริษัทภายในประเทศให้พัฒนาความสามารถเพื่อแข่งขันในระดับโลก โดยต่อยอดจากรากฐานเดิม ไม่ใช่วิ่งตามกระแสเพียงอย่างเดียว
ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลไทยมักดำเนินนโยบายด้วยแรงขับแบบ FOMO โดยยอมใช้มาตรการลดแลกแจกแถมทุกรูปแบบเพื่อดึงดูดเทคโนโลยีใหม่เข้ามา แต่ไม่เคยได้มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางหรือต่อรองผลประโยชน์ใดๆ
วีระยุทธ ยกตัวอย่างในอดีตช่วงทศวรรษ 2520 ประเทศไทยเคยมีแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า ‘ธานินทร์’ ที่มีศักยภาพแข่งขันกับแบรนด์ระดับโลกอย่างโซนี่หรือพานาโซนิค แต่เมื่อเผชิญวิกฤตและขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รัฐบาลในยุคนั้นกลับเลือกช่วยเหลือกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดมากกว่ากลุ่มทุนที่มีความสามารถในการแข่งขันจนแบรนด์ต้องล่มสลาย
เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมกุ้งที่ไทยเคยส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่เมื่อเกิดโรคระบาด รัฐบาลทำเพียงให้เงินช่วยเหลือเฉพาะหน้า โดยไม่มีการลงไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
“ทุกคนในรัฐบาลพูดแต่คำว่า เครื่องยนต์ในเศรษฐกิจไทย แต่ที่น่าแปลกคือระหว่างที่ทุกคนพูด กลับไม่มีใครสนใจ ทั้งที่มูลค่าถึง 10% ต่อ GDP ไทย มีการจ้างงานกว่า 6 แสนคน รวมไปถึงดีลเลอร์ และบริการหลังการขาย เป็นอุตสาหกรรมที่คนกำลังเสี่ยง ตกงานในเวลาไม่ช้า เนื่องจากมีความปั่นป่วนมาตั้งแต่ปี 2567 แต่ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลเลย” วีระยุทธระบุ
ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยจัดตั้งบอร์ด EV และมีมาตรการอุดหนุนค่ายรถยนต์สูงสุดถึงคันละ 150,000 บาท ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 21,000 ล้านบาท และยังต้องสูญเสียรายได้จากการยกเว้นอากรขาเข้าอีกปีละ 13,000 ล้านบาท
วีระยุทธตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้จ่ายดังกล่าว และชี้ให้เห็นข้อกังวล 3 ประการคือ
- ยอดการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้าบางส่วนอาจไม่มีทางเกิดขึ้นจริง
- ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีการผลิตชดเชยได้เพียงร้อยละ 13 ของเป้าหมายทั้งปี
และ 3. ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของยานยนต์ EV ไม่มีความเชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนชาวไทย ส่งผลให้การอุดหนุนไม่ได้ทำให้โรงงาน วิศวกร หรือจำนวนผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศมีศักยภาพเพิ่มขึ้น
สำหรับการจัดสรรงบประมาณปี 2570 รัฐบาลตั้งงบด้านยานยนต์ไว้เกือบ 4,000 ล้านบาท แต่ร้อยละ 90 ของงบดังกล่าวเป็นเงินอุดหนุน เหลือเพียงงบประมาณหลักร้อยล้านบาทเพื่อใช้พัฒนาห่วงโซ่อุปทานและพัฒนาทักษะแรงงาน การจัดสรรงบประมาณในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมุ่งใช้เงินไปกับการซื้อรถ EV มากกว่าการพัฒนาคน
วีระยุทธระบุว่า โครงการพัฒนาทักษะแรงงานในปี 2569 สามารถอบรมบุคลากรได้เพียงวันละ 5 คน และในปี 2570 งบประมาณส่วนนี้ยังถูกตัดลดลงอีกร้อยละ 9 ขณะที่โครงการอบรมในสถานประกอบการภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งเป้าหมาย 5 ปีไว้เพียง 1,034 คน ซึ่งเกิดจากการจัดสรรงบประมาณตามโควตากระทรวงของนักการเมือง มากกว่าการมีวาระแห่งชาติเป็นตัวนำ
วีระยุทธย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนเงินลงทุน แต่ขาดแคลนยุทธศาสตร์และผู้ที่เข้าใจภาคการผลิตอย่างลึกซึ้ง พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไข 4 ข้อ ได้แก่
- ปรับเปลี่ยนบอร์ด EV ให้เป็นบอร์ดยานยนต์แห่งอนาคต เพื่อวางแผนพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทาน
- เปลี่ยนวิธีการจากการใช้เงินอุดหนุนความต้องการซื้อ (Demand) มาเป็นการสนับสนุนฝั่งการผลิต (Supply)
- เพิ่มโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเชื่อมโยงเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งการเปลี่ยนผ่าน เช่น เครื่องมือแพทย์
และ 4. เตรียมความพร้อมรับมือมาตรการ EV 3.5 ที่กำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2570 ซึ่งค่ายรถต่างๆ จะหมดเงื่อนไขการผลิตชดเชย รัฐบาลจึงต้องปรับโครงสร้างภาษีศุลกากรให้เอื้อต่อการสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ
ในช่วงท้าย วีระยุทธสรุปว่า หากต้องการสร้างอุตสาหกรรมสมัยใหม่ให้เกิดขึ้นจริง รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีคิด เลิกกลัวตกกระแส จัดสรรงบประมาณให้สมดุล และนำวาระของประเทศอยู่เหนือโควตาการเมือง หากยังคงดำเนินการแบบเดิม ก็มีความน่ากังวลว่ารัฐบาลจะกระโดดไปตามกระแสเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI หรือควอนตัม โดยไม่ได้วางแผนยกระดับอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมเลย


