วันนี้ (28 มิถุนายน) สหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีกันอีกครั้ง ซึ่งการปะทะระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นจากการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง (Memorandum of Understanding – MoU) ที่ลงนามกันไว้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีแก่นกลางของความขัดแย้งคือ การแย่งชิงสิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าที่สำคัญของโลก
ประเด็นสำคัญ
เกิดอะไรขึ้นบ้าง
จุดเริ่มต้นของความตึงเครียดระลอกนี้เกิดจากการที่มีโดรนปริศนาเข้าโจมตีเรือสินค้าที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ เรือบรรทุกสินค้า Ever Lovely ของสิงคโปร์ในวันพฤหัสบดี (25 มิถุนายน) และเรือบรรทุกน้ำมัน Kiku ของปานามาในเช้าวันเสาร์ (27 มิถุนายน)
เพื่อเป็นการตอบโต้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้ส่งเครื่องบินรบเข้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่านตามแนวชายฝั่งตอนใต้ เช่น บริเวณท่าเรือ Sirik, เกาะ Qeshm และ Bandar-e Lengeh ติดต่อกันเป็นเวลาสองวัน โดยพุ่งเป้าทำลายคลังเก็บโดรน ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเรดาร์ และระบบสื่อสาร
ก่อนที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธและส่งโดรนเข้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ ฐานทัพอากาศ Ali al-Salem ในคูเวต และกองเรือยุทธการที่ 5 ในบาห์เรน ส่งผลให้ทั้งคูเวตและบาห์เรนต้องเปิดใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศและประกาศเตือนภัยประชาชน
สาเหตุหลักที่ทำให้สหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีกัน
สาเหตุรากฐานมาจากการที่ ทั้งสองฝ่ายมีการตีความข้อตกลงหยุดยิง (MoU) ที่ ‘แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง’ และต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันว่า ‘ละเมิดข้อตกลงก่อน’
ในมุมมองของอิหร่าน อิหร่านมองว่า การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซคือ ‘เครื่องมือต่อรอง’ และอำนาจยับยั้งชั่งใจที่สำคัญที่สุดของตน อิหร่านตีความมาตรา 5 ของข้อตกลงว่า เรือทุกลำที่จะผ่านช่องแคบจะต้องมีการประสานงาน ขออนุญาต และทำตามเส้นทางที่อิหร่านกำหนดเท่านั้น
นอกจากนี้อิหร่านยังมีความพยายามที่จะเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมจากเรือสินค้า โดยอิหร่านอ้างว่า เหตุที่เรือ Ever Lovely ถูกโจมตี เป็นเพราะเรือลำดังกล่าวใช้เส้นทางที่ไม่ได้รับอนุญาต
ขณะที่มุมมองของสหรัฐฯ นั้น สหรัฐฯ ต้องการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกและเสรีภาพในการเดินเรือ โดย ‘ปฏิเสธ’ ข้อเรียกร้องเรื่องการเก็บค่าผ่านทางโดยสิ้นเชิง สหรัฐฯ มองว่า หากเรือสัญจรผ่านน่านน้ำของประเทศโอมาน ก็ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตหรือประสานงานใดๆ กับทางการอิหร่าน
ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหาว่า ‘ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง’ สหรัฐฯ มองว่า การที่อิหร่านส่งโดรนโจมตีเรือพาณิชย์ ถือเป็นการคุกคามและขัดขวางเสรีภาพในการเดินเรือ ซึ่ง ‘ละเมิดข้อตกลง MoU อย่างชัดเจน’ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประณามการกระทำของอิหร่านและขู่ว่า หากอิหร่านยังไม่หยุด สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารขั้นเด็ดขาดกวาดล้างอิหร่าน
ขณะที่อิหร่าน มองว่า การที่สหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบมาทิ้งระเบิดใส่โครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายฝั่งของตน ถือเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวและ ‘ละเมิดข้อตกลง’ มาตรา 1 ที่ระบุให้ยุติความเป็นศัตรูกันในทุกแนวรบ อิหร่านจึงเตือนว่า หากสหรัฐฯ ยังคงโจมตีต่อ อิหร่านก็จะตอบโต้ด้วยความรุนแรงที่มากขึ้น
ผลกระทบและแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การโจมตีตอบโต้กันไปมาในลักษณะนี้ (Tit-for-Tat) มี ‘ความเสี่ยงสูงมาก’ ที่จะลุกลามจนควบคุมไม่อยู่ และอาจทำให้ข้อตกลงสันติภาพ ‘พังทลายลงอย่างสมบูรณ์’
นอกจากนี้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจกลายมาเป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะเดียวกัน สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ บางส่วนก็เริ่มออกมาขู่ว่าจะดำเนินคดีกับทรัมป์ฐานละเมิด ‘มติจำกัดอำนาจการทำสงคราม’ (War Powers Resolution) หากยังคงเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป
ภาพ: U.S. Central Command / Handout via Reuters
อ้างอิง:
- https://www.bbc.com/news/articles/cdxdwkgqgq0o
- https://www.aljazeera.com/news/2026/6/27/us-launches-second-night-of-strikes-against-iran-after-ship-struck-by-drone
- https://www.aljazeera.com/news/2026/6/27/us-iran-trade-strikes-what-to-know-will-it-unravel-the-mou
- https://www.aljazeera.com/news/2026/6/28/iran-war-day-121-iran-attacks-bahrain-kuwait-as-us-strikes-near-hormuz
- https://www.reuters.com/world/asia-pacific/us-carries-out-fresh-strikes-against-iran-after-tanker-struck-hormuz-escalating-2026-06-27/


