ภาวะโดดเดี่ยวคือปัญหาที่คนไทยกำลังเผชิญ จากผลสำรวจของ Ipsos ในนามของ Match Group สะท้อนให้เห็นว่าคนโสดไทยกำลังเผชิญกับภาวะโดดเดี่ยว พร้อมต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย โดยผลสำรวจระบุว่า 85% ของคนไทยเผชิญกับความโดดเดี่ยวเป็นบางครั้ง ในขณะที่ 87% กำลังมองหาการเชื่อมต่อใหม่ๆ และ 72% ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากกว่าความสัมพันธ์ผิวเผินจำนวนมาก
AIS ร่วมกับ Match Group, Tinder, กรมสุขภาพจิต, Global Initiative on Loneliness and Connection (GILC), สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) และ Sati App เปิดตัวแคมเปญ Human Connection เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อรับมือปัญหาภาวะโดดเดี่ยวในสังคมไทย

คนไทยกว่า 1 ใน 4 รู้สึกเหงา
ตัวเลขจากการสำรวจคนไทย 1,000 คนทั่วประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคมมีความย้อนแย้งที่น่าสนใจ แม้ 56% จะพึงพอใจกับชีวิตโดยรวม แต่ 85% เคยสัมผัสกับความเหงาอย่างน้อยบางครั้ง และ 1 ใน 4 รู้สึกเหงาบ่อยครั้งหรือตลอดเวลา ยุพิน สุวรรณโสภณ มินซิ่ง กรรมการผู้จัดการ Ipsos ประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า 31% มีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ขาดความหมาย แม้จะมีคนรู้จักจำนวนมาก สะท้อนว่าคนไทยไม่ได้ขาดความสัมพันธ์ แต่ขาดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง เคธี่ ปีเตอร์ส รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายกิจการองค์กร Match Group ย้ำว่าความเหงาไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนบุคคล ไม่ใช่เรื่องของคนเก็บตัวหรือคนที่ไม่พยายามพอ แต่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และประสิทธิภาพการทำงาน
ในขณะเดียวกัน เอ็ดเวิร์ด การ์เซีย ผู้ก่อตั้ง GILC ฉายภาพใหญ่ระดับโลกว่า รายงาน WHO ระบุว่าเกือบ 1 ใน 6 ของประชากรโลกเผชิญความเหงา และเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตกว่า 871,000 คนต่อปี โดยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตัวเลขอยู่ที่เกือบ 1 ใน 5 เขาตั้งข้อสังเกตว่าการขาดการเชื่อมต่อไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ แต่เกิดจากวิธีที่เราออกแบบเมือง ที่ทำงาน และเทคโนโลยี ซึ่งหมายความว่าเราสามารถออกแบบมันใหม่ได้ และการเปิดตัวแคมเปญในไทยครั้งนี้ไม่ใช่การเดินตามกระแสโลก แต่คือการก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการนำการเปลี่ยนแปลง
มุ่งหน้าสู่การเปลี่ยนแปลง เพื่อสังคมที่ไม่โดดเดี่ยว
ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุขและกรมสุขภาพจิต กล่าวว่ารากฐานของสุขภาพจิตที่ดีไม่ได้อยู่ที่การรักษา แต่อยู่ที่การส่งเสริมและป้องกัน และการเชื่อมโยงกันทางสังคมคือเครื่องมือโอบอุ้มจิตใจผู้คนให้ผ่านพ้นวิกฤต อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าสิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อ แต่คือ “การเชื่อมต่อที่มีคุณภาพ” เพราะวัฒนธรรมการทำงานปัจจุบันได้กัดเซาะเวลาที่ผู้คนจะได้อยู่กับกันและกัน เขากล่าวว่าคนเราไม่ได้เกลียดงาน แต่เกลียด “สิ่งที่งานขโมยไปจากชีวิต” นั่นคือเวลาที่จะได้กินข้าวกับครอบครัว และ ใช้เวลากับคนที่รัก
กรมสุขภาพจิตจึงมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่าน 4 มิติ ได้แก่ การสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเชื่อมต่อทางสังคม การเสริมความรอบรู้ในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ การพัฒนาพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเชื่อมต่อ และการผลักดันให้เกิดการลงมือทำจริงในเชิงนโยบาย
กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS กล่าวว่ามนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อเอื้อมมือออกไปหากัน ไม่ใช่เพื่ออยู่อย่างโดดเดี่ยว และเทคโนโลยีไม่ได้ทำให้ผู้คนห่างกัน แต่เปลี่ยนรูปแบบของการเชื่อมต่อเท่านั้น “สิ่งที่ AIS ให้ความสำคัญคือการรู้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อให้คนมีชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้น” เธอว่า พร้อมระบุว่าในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายที่เชื่อมคนทั่วประเทศ AIS เห็นบทบาทของตัวเองไม่ใช่แค่การทำให้สัญญาณไปถึง แต่คือการทำให้การเชื่อมต่อนั้นมีความหมายด้วย

สร้างสังคมที่เชื่อมโยง ต้องอาศัยความร่วมมือคนทุกระดับ
นอกจากนั้นแล้ว ภายในงานเปิดตัวแคมเปญยังมีเวทีเสวนา ลดระยะห่าง สร้างสังคมไทยให้เข้มแข็งขึ้น ที่ตัวแทนภาคส่วนต่างๆ มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางลดระยะห่างของคนในสังคม พลอย รณัสถ์ ศรีรุ่งเรืองเดชา Country Director, Tinder Thailand ชี้ว่าความเหงาไม่ได้กระทบแค่ความรู้สึก แต่ส่งผลต่อสุขภาพจิต การนอนหลับ และประสิทธิภาพการทำงาน และด้วยความซับซ้อนของปัญหานี้ จึงไม่มีกลไกใดแก้ได้คนเดียว
ผศ.ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช กรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง TIMS เสนอให้ผลักดัน “สิทธิในการตัดขาดจากงาน” เพื่อให้คนทำงานกล้าใช้เวลากับคนตรงหน้าโดยไม่รู้สึกผิด ควบคู่กับการพัฒนาทักษะการฟังและความเห็นอกเห็นใจ ขณะที่สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS ย้ำว่าการเชื่อมต่อที่ดีอย่างแท้จริงต้องมีความหมาย มีคุณค่า และมีความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นที่มาของหลักสูตร Relationship Literacy ที่ AIS กำลังพัฒนาร่วมกับกรมสุขภาพจิต

ความกังวลร่วมของผู้ร่วมเสวนาอีกประการคือบทบาทของ AI ที่เพิ่มขึ้นในชีวิตประจำวัน อมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์ ผู้ก่อตั้ง Sati App ชี้ว่าการสร้างความสัมพันธ์กับ AI คือความสัมพันธ์ที่ปราศจากความเห็นอกเห็นใจที่แท้จริง ขณะที่ ดร.นพ.วรตม์ อ้างงานวิจัยจาก MIT ว่าการพึ่งพา AI มากเกินไปทำให้พฤติกรรมทางสังคมลดลง และยิ่งทำให้คนเปราะบางเมื่อต้องเผชิญกับความเห็นต่างในชีวิตจริง สิ่งเหล่านี้เน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของแคมเปญ Human Connection เพราะปัญหาความโดดเดี่ยวคือปัญหาเร่งเร้าของสังคมในปัจจุบัน

แคมเปญเปิดให้องค์กรทั่วประเทศร่วมลงนามในคำมั่นสัญญา Human Connection เพื่อให้ได้แนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในการดูแลพนักงาน ซึ่งประกอบด้วย 4 แนวทางหลักได้แก่ การเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกัน การเพิ่มช่วงเวลาที่ผู้คนได้พบเจอกันตัวต่อตัว การสร้างความเข้าใจเรื่องความโดดเดี่ยวและการแยกตัวจากสังคม รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตและอารมณ์
โครงการมุ่งหวังจะได้เห็นผู้ลงนามจำนวน 100 องค์กร และเข้าถึงพนักงานมากกว่า 20,000 คน ภายในปี 2570 เพื่อให้ที่ทำงานและคอมมูนิตี้เป็นพื้นที่ที่ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ได้รับแรงสนับสนุน และเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ

