เทรนด์อุตสาหกรรมความงามไทยยังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว แต่อีกด้านหนึ่งก็หนีไม่พ้นการแข่งขันที่ดุเดือด โดยเฉพาะแบรนด์เกาหลีที่รุกเข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่องและสร้างแรงกดดันให้ผู้เล่นแบรนด์ไทยต้องปรับตัวหนัก
ณฤดี เมฆภานุวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออล อะเบาท์ ยู จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันหมวดสินค้าที่โตแรงและได้รับความสนใจสูงสุดในตลาดความงามไทย เริ่มจากกลุ่ม Clean Beauty ซึ่งผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและส่วนผสมที่อ่อนโยนต่อผิว ชัดเจนว่าเทรนด์สุขภาพและความโปร่งใสของส่วนผสมยังเป็นปัจจัยการตัดสินใจหลักในการซื้อ
ขณะที่กลุ่มสกินแคร์ยังคงเป็นเซกเมนต์สำคัญที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือสูง ผู้บริโภคไทยมักเลือกแบรนด์ที่มี Credibility และหากเห็นผลจริงจะเกิดความภักดีต่อแบรนด์สูง และจากนั้นจะส่งผลให้เกิดอัตราการซื้อซ้ำอยู่ในระดับ 70–80% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนความสำคัญของแบรนด์ที่จะพิสูจน์ประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว
ถามว่าทำไมแบรนด์เกาหลีถึงได้รับความนิยมมากขึ้น ณฤดี มองว่า อาจเป็นเหตุผลด้านราคา การตลาดที่เข้าถึงง่าย และราคาจับต้องได้ ในขณะเดียวกัน กลุ่มเมกอัพยังคงขับเคลื่อนด้วยภาพลักษณ์และผลลัพธ์ที่เห็นผลทันที ผู้บริโภคมักตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็วเมื่อเห็นผลลัพธ์ชัดเจน จึงทำให้การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เน้นผลลัพธ์เชิงภาพและการสาธิตใช้สื่อดึงดูดได้ดี
อีกเซกเมนต์ที่น่าสนใจคือกลุ่มอาหารเสริม ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปีและดึงดูดให้แบรนด์หลายรายขยายไลน์สินค้าเข้าสู่ตลาดนี้มากขึ้น และเหตุผลสำคัญมาจากการที่ผู้บริโภคมองหารูปแบบการดูแลตัวเองแบบองค์รวม ที่ผสานทั้งสกินแคร์ เมกอัพ และโภชนาการเข้าไว้ด้วยกัน
นอกจากนี้ หลังการระบาดของโควิด พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ช่องทางออนไลน์โดยเฉพาะการไลฟ์สดและการขายผ่านมาร์เก็ตเพลส กลายเป็นเครื่องมือช่วยเร่งการเติบโตให้กับหลายแบรนด์ และสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้รวดเร็วและกว้างขึ้น
และยังส่งผลให้รูปแบบการใช้จ่ายเปลี่ยน โดยยอดเฉลี่ยต่อบิลที่หน้าร้านลดลงจากประมาณ 1,500 บาท เหลือราว 1,000 บาทต่อบิล ขณะที่ยอดเฉลี่ยการสั่งซื้อออนไลน์อยู่ที่ประมาณ 500 บาทต่อบิล และมักเป็นการซื้อทีละชิ้น ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการซื้อที่เน้นความสะดวกและมีการทดลองสินค้าหลากหลายมากขึ้น
ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จคือแบรนด์ที่สามารถพัฒนาสินค้าที่พิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริงและวางกลยุทธ์การสื่อสารให้ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคออนไลน์ และหากทำได้ดีจะได้รับทั้งความภักดีจากลูกค้าและการเติบโตที่ยั่งยืนในตลาดที่แข่งขันสูงนี้
เช่นเดียวกับ All About You ในปี 2569 เตรียมขยายพอร์ตโฟลิโอแบรนด์สกินแคร์ต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปลี่ยนรสนิยมและความต้องการของคนรุ่นใหม่ โดยที่ผ่านมาบริษัทมีการนำเข้าแบรนด์ความงามมาแล้วราว 15 แบรนด์ และในปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 18–20 แบรนด์ และมีแผนนำเข้าอีกประมาณ 30 แบรนด์ภายใน 5 ปีข้างหน้า
ในส่วนของรายได้หลักบริษัทมาจากแบรนด์เกาหลี ซึ่งได้รับความนิยมจากทั้งราคาที่เข้าถึงได้และการทำการตลาดระดับโลกที่เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น โดยโมเดลธุรกิจของ All About You แบ่งเป็นสองแขนหลักคือ การเป็นผู้จัดจำหน่ายนำเข้าและจัดจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟให้กับแบรนด์ต่างประเทศจากเกาหลี ฝรั่งเศส อิตาลี และสหรัฐอเมริกา และการเป็นเจ้าของแบรนด์ในกลุ่มเมกอัพและบอดี้แคร์ของตัวเอง
อีกทั้งปัจจุบันบริษัทมีหน้าร้านของตัวเองประมาณ 8 สาขา และขยายช่องทางจำหน่ายผ่านโมเดล Shop-in-Shop กับพาร์ตเนอร์หลายราย รวมทั้งให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์ที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโต ซึ่งที่ผ่านมาการขยายช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ช่วยให้บริษัทสามารถเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายขึ้น แม้ยอดเฉลี่ยต่อบิลที่หน้าร้านจะปรับลดลงเพราะลูกค้าหันไปซื้อออนไลน์ แต่หน้าร้านยังมีบทบาทสำคัญในด้านประสบการณ์และมีการทดลองสินค้า
อย่างไรก็ตาม จากกลยุทธ์การขยายพอร์ต ทำให้บริษัทตั้งเป้าผลักดันรายได้จากระดับราว 780 ล้านบาท ในปีก่อนขึ้นไปสู่ 1,250 ล้านบาท ในปี 2569 เชื่อว่าตลาดยังมีโอกาสอีกมาก เห็นได้จากตัวเลขยอดขายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตทุกปี และได้เห็นอัตราการซื้อซ้ำในกลุ่มสกินแคร์ที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 70–80%

