×

IOC ยอมจ่ายเงินนักกีฬาโอลิมปิก แล้วนักกีฬาไทยจะได้อะไร?

25.06.2026
  • LOADING...
กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักกีฬาแบดมินตันไทย เจ้าของเหรียญเงินโอลิมปิก

ตลอดระยะเวลากว่า 130 ปีของมหกรรมกีฬาโอลิมปิก หนึ่งในหลักการสำคัญที่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือ IOC ยึดมั่นมาโดยตลอดคือการเป็นพื้นที่ที่นักกีฬาลงแข่งขันเพื่อเกียรติยศและชัยชนะ มากกว่าการรับค่าตอบแทนจากตัวการแข่งขันโดยตรง

 

 
 

แต่ในปี 2026 แนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปเมื่อ IOC ประกาศนโยบายใหม่ที่อาจถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์องค์กร ด้วยการมอบเงินสนับสนุนจำนวน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 360,000 บาท ให้กับนักกีฬาโอลิมปิกทุกคนที่เข้าร่วมการแข่งขัน

 

ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่างนักบาสเกตบอล NBA นักเทนนิสชื่อดัง หรือแม้แต่นักกีฬาจากประเทศเล็กๆ ที่ต้องดิ้นรนหาเงินทุนเพื่อเดินตามความฝัน ทุกคนจะได้รับสิทธิ์เท่าเทียมกัน

 

นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มสวัสดิการให้กับนักกีฬา แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของขบวนการโอลิมปิกในยุคของ คริสตี โคเวนทรี ประธาน IOC คนใหม่ ที่ต้องการปรับตัวให้ทันกับโลกกีฬาสมัยใหม่

 

IOC จะจ่ายเงินให้นักกีฬาอย่างไร?

 

ตามนโยบายใหม่ที่ออกมา นักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนและโอลิมปิกฤดูหนาวทุกคน จะได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน

 

ผู้ที่ได้สิทธิ์จะครอบคลุมนักกีฬาราว 14,000 คนจากทั้งสองมหกรรมกีฬา ส่งผลให้ IOC ต้องจัดตั้งกองทุนมูลค่าประมาณ 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5,000 ล้านบาท เพื่อรองรับโครงการดังกล่าว

 

การแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว มิลาโน-คอร์ตินา 2026 จะเป็นมหกรรมแรกที่นักกีฬาได้รับเงินสนับสนุนจากนโยบายนี้

 

อย่างไรก็ตาม เงินดังกล่าวจะไม่ได้ถูกโอนทันทีหลังจบการแข่งขัน โดย IOC กำหนดให้มีการจ่ายเงินหลังจากแข่งขันผ่านไปแล้ว 6 เดือน เพื่อให้กระบวนการตรวจสารกระตุ้นและการตรวจสอบต่างๆ เสร็จสมบูรณ์

 

เงื่อนไขสำคัญคือ นักกีฬาจะต้องไม่ถูกตรวจพบสารต้องห้าม และต้องไม่กระทำการใดที่ขัดต่อกฎบัตรโอลิมปิก

 

ไม่ใช่เงินรางวัล แต่คือการยอมรับคุณค่าของนักกีฬา

 

แม้หลายคนจะมองว่านี่คือ “เงินรางวัล” รูปแบบใหม่ของโอลิมปิก แต่ IOC พยายามอธิบายว่าความตั้งใจของโครงการนี้แตกต่างออกไป

 

ปาว กาซอล อดีตนักบาสเกตบอลทีมชาติสเปน เจ้าของเหรียญโอลิมปิก และประธานคณะกรรมาธิการนักกีฬาของ IOC ย้ำว่า เงินจำนวนนี้ไม่ใช่การจ่ายให้กับผู้ชนะ แต่เป็นการยอมรับความเสียสละของนักกีฬาทุกคนที่สามารถก้าวมาถึงเวทีโอลิมปิกได้

 

กาซอล กล่าวว่า “เงินสนับสนุนนี้จะมอบให้กับนักกีฬาโอลิมปิกทุกคน ไม่ใช่เฉพาะแค่ผู้ได้เหรียญรางวัล หรือเฉพาะนักกีฬาจากบางประเทศ เพราะแม้เส้นทางของแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่ทุกคนต่างเสียสละ ทุ่มเท และทำงานหนักเป็นเวลาหลายปีเพื่อมาถึงจุดนี้”

 

คำพูดของกาซอลสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การได้เข้าร่วมโอลิมปิกเองก็คือความสำเร็จระดับสูงสุดอย่างหนึ่งในชีวิตนักกีฬา และควรได้รับการตอบแทนบางอย่าง ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ยืนอยู่บนโพเดียมเท่านั้น

 

จุดเปลี่ยนของโอลิมปิกยุคใหม่

 

นักกีฬายุคแรกๆ ของโอลิมปิกแทบไม่สามารถรับผลประโยชน์ทางการเงินจากกีฬาได้เลย เพราะเกรงว่าจะขัดต่อจิตวิญญาณของการแข่งขัน แต่โลกกีฬาในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด สปอนเซอร์ และรายได้ทางการตลาดของโอลิมปิกเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล ขณะที่นักกีฬาหลายคนยังคงเผชิญปัญหาทางการเงิน ต้องใช้เงินส่วนตัวในการฝึกซ้อม เดินทาง และรักษาสภาพร่างกายเพื่อแข่งขันในระดับสูงสุด

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จึงเกิดคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าในเมื่อมหกรรมโอลิมปิกสร้างรายได้มหาศาล เหตุใดนักกีฬาซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานจึงไม่ได้รับส่วนแบ่งโดยตรง

 

ก่อนหน้านี้ โลกกรีฑาเริ่มสร้างแรงกระเพื่อมด้วยการที่ เซบาสเตียน โค ประธานสหพันธ์กรีฑาโลก ประกาศมอบเงินรางวัล 50,000 ดอลลาร์ให้กับเจ้าของเหรียญทองในโอลิมปิก ปารีส 2024

 

การตัดสินใจครั้งนั้นถือเป็นการท้าทายแนวคิดดั้งเดิมของ IOC อย่างชัดเจน และอาจเป็นหนึ่งในแรงผลักดันที่ทำให้องค์กรต้องปรับตัวในที่สุด

 

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่โค ซึ่งเคยเป็นคู่แข่งของโคเวนทรีในการชิงตำแหน่งประธาน IOC ได้ออกมาชื่นชมการตัดสินใจครั้งนี้ว่าเป็น “ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของขบวนการโอลิมปิก”

 

แล้วนักกีฬาไทยจะได้ประโยชน์อะไร?

 

สำหรับประเทศไทย นโยบายนี้อาจสร้างผลกระทบเชิงบวกมากกว่าที่หลายคนคิด ประการแรกคือเรื่องของรายได้โดยตรง เพราะเงิน 10,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 360,000 บาท อาจไม่ใช่จำนวนมากสำหรับนักกีฬาระดับซูเปอร์สตาร์ของโลก

 

แต่สำหรับนักกีฬาไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในกีฬาที่ไม่ได้รับความนิยมสูง เงินจำนวนนี้สามารถช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการฝึกซ้อมและการเตรียมตัวได้

 

หลายชนิดกีฬาต้องแบกรับต้นทุนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นค่าอุปกรณ์ ค่าฝึกซ้อมต่างประเทศ ค่าโภชนาการ หรือค่ากายภาพบำบัด การมีรายได้เพิ่มเติมหลังจบโอลิมปิกจึงเป็นแรงสนับสนุนที่จับต้องได้

 

ที่ผ่านมานักกีฬาไทยที่ได้เหรียญรางวัลมักได้รับโบนัสจำนวนมากจากภาครัฐและภาคเอกชน แต่ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกไปแข่งขันได้สำเร็จแต่ไม่สามารถคว้าเหรียญกลับมา มักไม่ได้รับผลตอบแทนในระดับเดียวกัน

 

นโยบายของ IOC จึงเป็นการส่งสารว่า การได้เป็น “นักกีฬาโอลิมปิก” มีคุณค่าในตัวเอง และควรได้รับการยอมรับไม่แพ้กัน

 

นี่ยังนับเป็นการช่วยเหลือนักกีฬารุ่นใหม่ เพราะสำหรับนักกีฬาหลายคน เงินก้อนนี้อาจถูกนำไปลงทุนต่อในเส้นทางอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าค่ายฝึกซ้อม การเดินทางไปแข่งขันรายการนานาชาติ หรือการเตรียมตัวสำหรับโอลิมปิกครั้งถัดไป

 

โดยเฉพาะในประเทศอย่างไทย ซึ่งงบประมาณของแต่ละสมาคมกีฬามีข้อจำกัด การได้รับเงินสนับสนุนจาก IOC โดยตรงย่อมเพิ่มโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาในระยะยาว

 

จุดเริ่มต้น มากกว่าจุดสิ้นสุด

 

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่จำนวนเงิน 10,000 ดอลลาร์ แต่คือสัญญาณที่ IOC กำลังส่งออกมา เพราะ คริสตี โคเวนทรี ระบุชัดว่านี่เป็นเพียง ‘จุดเริ่มต้น’ ของบทใหม่ในประวัติศาสตร์โอลิมปิก ไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย

 

คำพูดดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้เกิดคำถามต่อไปว่า ในอนาคตนักกีฬาอาจได้รับการสนับสนุนมากขึ้นหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนแบ่งรายได้ สวัสดิการหลังเลิกเล่น หรือระบบคุ้มครองทางอาชีพที่แข็งแรงกว่าเดิม

 

แม้เงิน 10,000 ดอลลาร์จะไม่ได้เปลี่ยนชีวิตนักกีฬาทุกคนในทันที แต่การที่ IOC ยอมก้าวข้ามประเพณีที่ยึดถือมายาวนานกว่า 130 ปี ถือเป็นการยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า หัวใจของโอลิมปิกไม่ใช่สนามแข่งขัน ไม่ใช่ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และไม่ใช่รายได้หลายพันล้านดอลลาร์

 

แต่คือเหล่านักกีฬาที่อุทิศชีวิตเพื่อไปยืนอยู่บนเวทีแห่งความฝันนั้น และนับจากปี 2026 เป็นต้นไป อย่างน้อยที่สุด พวกเขาจะได้รับผลตอบแทนบางส่วนจากความทุ่มเทที่มอบให้กับมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก

 

ภาพ: Alex Pantling / Getty Images

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising