×

‘เอสซีจี’ กางแผน 3-5 ปี เล็งจับมือพาร์ตเนอร์ ‘ทุนจีนสีขาว’ ร่วมบุกอาเซียน คาดมีความชัดเจนภายในปีนี้หรือปีหน้า ช่วยเปิดทางเจาะตลาดในจีน พร้อมซุ่มศึกษาโรงไฟฟ้า SMR

25.06.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกสรุปแผนธุรกิจ 3-5 ปีของเอสซีจี

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกและภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับคลื่นความท้าทายรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การบุกตลาดของสินค้าจีนราคาถูก และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ‘เอสซีจี’ ได้ออกมาแถลงทิศทางและกลยุทธ์ เพื่อรับมือความผันผวนในโลกกติกาใหม่ พร้อมตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอการลงทุนของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา

 

 

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC) หรือ ‘เอสซีจี’ ได้ชี้แจงกรณีที่ เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนปีนี้ที่ผ่านมาซึ่ง บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) (SCGC) ซึ่ง SCC ถือหุ้นทั้งหมด ได้ตัดแบ่งขายหุ้นใน PT Chandra Asri Pacific Tbk (CAP) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย สัดส่วน 14.86% คิดเป็นมูลค่าธุรกรรมรวมประมาณ 25,000 ล้านบาท จากเดิมที่ถือสัดส่วน 30.57%

 

ธรรมศักดิ์อธิบายถึงเหตุผลว่า เป็นไปตามกลยุทธ์ที่บริษัทฯ ต้องการมุ่งนำเงินไปลงทุนในโครงการอีเทน (Ethane) ที่ประเทศเวียดนาม โดยไม่ต้องการกู้ยืมเงินเพื่อเพิ่มภาระหนี้สินให้กับบริษัทฯ ดังนั้นจึงพิจารณาจัดสรรสินทรัพย์ที่ไม่ได้อยู่ในยุทธศาสตร์หลัก (Non-strategic Asset) ขายออกมาเพื่อแปลงเป็นกระแสเงินสด

 

สำหรับแผนการใช้เงิน 25,000 ล้านบาทนั้น หลังจากหักภาษีแล้ว จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

 

  • ลงทุนในโครงการอีเทน (Ethane) ที่เวียดนาม วงเงินประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 16,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพิงวัตถุดิบกลุ่มแนฟทา (Naphtha) และเปิดทางให้ธุรกิจสามารถทำกำไรได้ดีขึ้นและคืนทุนอย่างรวดเร็วภายใน 2 ปี
  • ชำระคืนหนี้สิน เงินส่วนที่เหลือประมาณ 7,000 – 8,000 ล้านบาท จะถูกนำไปลดหนี้ ซึ่งเป็นแผนหลัก ในสภาวะที่ดอกเบี้ยและเงินเฟ้อเป็นปัจจัยเสี่ยง การลดหนี้ก้อนนี้จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของบริษัท ซึ่งปัจจุบันมีต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3.3% ต่อปี ทำให้งบดุล (Balance Sheet) ของ บริษัทฯ มีความแข็งแกร่งและมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น

 

ส่วนคำถามที่ว่า บริษัทฯ จะมีการขายหุ้น CAP ออกมาอีกหรือไม่ ธรรมศักดิ์ระบุว่า ปัจจุบันหุ้นส่วนที่เหลือยังติดเงื่อนไขห้ามขาย (Lock-up Period) และแม้จะถือเป็นสินทรัพย์ที่ไม่อยู่ในยุทธศาสตร์หลัก (Non-strategic) ซึ่งให้ความยืดหยุ่นหากบริษัทต้องการใช้เงินลงทุนในอนาคต แต่ในขณะนี้บริษัทยังไม่มีแผนที่จะขายหุ้นเพิ่มเติม และยังคงมองเห็นโอกาสการเติบโตในประเทศอินโดนีเซีย

 

แผน ‘เอสซีจี’ เตรียมจับมือพาร์ตเนอร์ ‘ทุนจีนสีขาว’ รุกตลาดอาเซียน

 

การบุกทะลักของสินค้าอุตสาหกรรมราคาถูกจากจีน ถือเป็นความเสี่ยงระดับ Gray Rhino ที่กลุ่มยุโรปเผชิญ จนอุตสาหกรรมเสื่อมถอย และกำลังพุ่งเป้ามาที่อาเซียน บริษัทฯ มองว่าการต่อต้านกระแสทุนจีนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่บริษัทเลือกที่จะมองหาโอกาสด้วยการดึง ทุนจีนสีขาว ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์จีนที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ทุนสีเทา และมีวิสัยทัศน์ระยะยาวตรงกัน มาร่วมเป็นพันธมิตร

 

ปัจจุบัน บริษัทฯ อยู่ระหว่างเจรจาและจับมือกับพันธมิตรจีนในแทบทุกกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง, ปิโตรเคมี, แพ็กเกจจิ้ง และพลังงานสะอาด เป้าหมายหลักของการร่วมทุนไม่ใช่การเข้าไปสู้รบในตลาดจีนที่เต็มไปด้วยสงครามราคา (Red Ocean) โดยตรง แต่เป็นการดึงเทคโนโลยีและข้อได้เปรียบด้านต้นทุนของจีน มาสร้างฐานการผลิตในอาเซียน เพื่อขยายตลาดร่วมกัน และต่อยอดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น เช่น แอฟริกา หรือยุโรป

 

“เป้าหมายสัดส่วนยอดขายในจีนของเราภายใน 5 ปีข้างหน้า จะไม่เกิน 10% จากปัจจุบันที่ 2% เพราะตลาดจีนแข่งขันด้านราคากันดุเดือดมาก แต่เราจะเน้นการเติบโตในสเกลของอาเซียนร่วมกับพาร์ตเนอร์จีนมากกว่า ซึ่งการเจรจาเพื่อร่วมมือกับพาร์ตเนอร์จีนจะมีความชัดเจนในปีนี้หรือปีหน้า” ธรรมศักดิ์กล่าว

 

ภาพกราฟิกสรุปแผนธุรกิจ 3-5 ปีของเอสซีจี 1

ปัจจัยความท้าทายที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ

 

ตั้งเป้าหมาย 3-5 ปี EBITDA โตขึ้นทุกปี รอจังหวะ ‘โตก้าวกระโดด’

 

ทั้งนี้เพื่อรับมือกับโลกที่ประเมินทิศทางได้ยาก บริษัทฯ ได้วางกรอบการกลยุทธ์แผนทำงานตามระยะเวลาไว้ดังนี้

 

  • ระยะเร่งด่วนทำทันที เน้นความคล่องตัว (Agility) บริหารธุรกิจแบบวันต่อวัน เช่น การปรับเปลี่ยนซัพพลายเชนรายวันจากผลกระทบของสงคราม หรือการรักษาเงินสดและงบดุลให้แข็งแรง เพื่อให้องค์กร ‘ไม่ล้ม’ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง (Black Swan) ใดๆ ขึ้น
  • ระยะกลาง 2 ปี ระหว่างปี 2569-2570 มุ่งเป้าไปที่การขยายขีดความสามารถและทลายกรอบข้อจำกัดเดิมๆ (Unlock Constraints) เช่น การลงทุนโครงการอีเทนในเวียดนาม คาดว่าจะแล้วเสร็จและก้าวกระโดดในปี 2570-2571 การรวมศูนย์โรงงานที่เล็กและเก่าให้เป็นโรงงานขนาดใหญ่เพื่อใช้หุ่นยนต์และ AI ลดต้นทุน รวมถึงการรุกตลาดสินค้า Low Carbon Cement ทั่วอาเซียน
  • ระยะยาว 3-5 ปีข้างหน้า เปลี่ยนกรอบอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมด เดินหน้าสู่การหา S-Curve ใหม่ มุ่งเน้นพลังงานสะอาด ธุรกิจสีเขียว และการประยุกต์ใช้ AI ในทุกมิติ โดย AI จะไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่ต้องมาพร้อมกับการปรับแนวคิด (Mindset) ของพนักงาน และเปิดโอกาสให้คนกล้าทดลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

 

นอกจากแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เตรียมพร้อมรับมือกับโลกยุคใหม่แล้ว ในมิติของเป้าหมายทางการเงิน (KPI) ธรรมศักดิ์ระบุอย่างชัดเจนว่า บริษัทได้วางเป้าหมายสำหรับแผนระยะ 3-5 ปีไว้อย่างรัดกุม โดยตั้งเป้าที่จะสร้างการเติบโตของ EBITDA ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี โดยคาดว่าในปี 2569 บริษัทฯ จะสามารถสร้าง EBITDA ได้มากกว่าระดับ 55,000 ล้านบาท

 

ธรรมศักดิ์แสดงความมั่นใจว่าตัวเลขดังกล่าวจะสามารถเติบโตทะลุเป้าได้อย่างแน่นอน และไฮไลต์สำคัญจะไปอยู่ที่การเติบโตแบบก้าวกระโดดในปี 2571 เนื่องจากโครงการโรงงานอีเทน (Ethane) ที่ประเทศเวียดนามจะก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2570 ทำให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้และกำไรจากโปรเจกต์นี้แบบเต็มปีตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป

 

รวมทั้งการผลักดันกลยุทธ์ทั้งหมด ทั้งการลดหนี้ การหาพาร์ตเนอร์เพื่อสร้างสเกล และการลงทุนในโครงการอีเทนที่คืนทุนเร็ว จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยพลิกฟื้นเส้นกราฟผลประกอบการของ SCG ให้กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งและฟื้นตัวในลักษณะ V-Shape ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

เจาะเทรนด์อนาคต ซุ่มศึกษาโรงไฟฟ้า SMR

 

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือมุมมองด้านความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ธรรมศักดิ์ชี้ว่า พลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลล์หรือลมมีข้อจำกัดด้านความเสถียร เช่น เมื่อเกิดฝนตกหนักหรือสุริยุปราคา ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบไฟล่มและกระทบต้นทุนอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง

 

เพื่ออุดช่องโหว่นี้ บริษัทฯ ให้ความสนใจและอยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR : Small Modular Reactor) โดยบริษัทได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจาก MIT และกำลังหารือร่วมกับพันธมิตรทั้งจากค่ายสหรัฐอเมริกาและค่ายจีน รวมถึงหารือกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ด้วย แม้ความท้าทายหลักคือการสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากภาคประชาชน แต่เทคโนโลยี SMR ถือเป็นทางออกสำคัญในการได้มาซึ่งพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำและเสถียรภาพสูงในระยะยาว

 

ภาพกราฟิกสรุปแผนธุรกิจ 3-5 ปีของเอสซีจี 2

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC) หรือ ‘เอสซีจี’

 

สแกนเศรษฐกิจภาพใหญ่ อาเซียน จีน และตะวันออกกลาง

 

ธรรมศักดิ์ มองว่าอาเซียน คือ ดินแดนที่เป็น Sweet Spot เพราะเป็นโซนเป็นกลาง (Neutral Zone) ที่สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากทุกๆ ประเทศเข้ามาลงทุนได้ โครงสร้างประชากรยังมีการเติบโตและพร้อมรับมือสังคมสูงวัยจากการย้ายถิ่นฐาน โดยบริษัทฯ จะเน้นใช้จุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ เช่น พลังงานจากอินโดนีเซีย, ฐานการผลิตเพื่อส่งออกจากเวียดนาม, และศูนย์กลางเทคโนโลยีในไทย มาประสานเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) เดียวกัน

 

ส่วนจีนอยู่ในสภาวะแข่งขันรุนแรงมาก เพื่อผลักดัน GDP ให้เติบโต ทำให้บริษัทจีนเร่งระบายสินค้าและออกมาลงทุนนอกประเทศ บริษัทฯ จึงต้องปรับตัวเปลี่ยนคู่แข่งให้เป็นมิตรและต่อยอดขยายตลาด

 

ในส่วนของกลุ่มตะวันออกกลาง ประเมินว่าจากสถานการณ์ความไม่สงบ โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน ทั้งน้ำมัน และปิโตรเคมี บริษัทฯ จึงปรับกลยุทธ์เตรียมความพร้อมด้วยการเพิ่มการนำเข้าจากแหล่งอื่น ทั้งอเมริกาและแอฟริกา เพื่อบริหารความเสี่ยง ทำให้ไม่ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อ ธุรกิจก็จะยังดำเนินต่อไปได้

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories