ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามถูกมองว่าเป็น ‘ทางลัด’ ของผู้ผลิตจีนในการหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังสงครามการค้าระหว่างวอชิงตันและปักกิ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2018 บริษัทจีนจำนวนมากย้ายฐานการผลิตจากจีนไปยังเวียดนาม หวังใช้ประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้เป็นประตูส่งออกสินค้าเข้าสหรัฐฯ ด้วยภาษีที่ต่ำกว่า
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ Jasan Group บริษัทผู้ผลิตสิ่งทอรายใหญ่ของจีน ซึ่งย้ายฐานการผลิตหลักไปยังเวียดนามตั้งแต่ปี 2017 และได้รับประโยชน์จากต้นทุนภาษีที่ลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีแรก อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ที่เคยดูเหมือนประสบความสำเร็จกลับพลิกผันอย่างรวดเร็ว เมื่อบริษัทตัดสินใจยกเลิกโครงการลงทุนใหม่มูลค่า 180 ล้านหยวนในเวียดนามเมื่อต้นปีนี้ หลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านการส่งออกและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการจีนจำนวนมากในเวียดนาม เมื่อสหรัฐฯ เริ่มหันมาจับตาเวียดนามในฐานะช่องทางส่งผ่านสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดอเมริกา
ในช่วงแรกของสงครามการค้า บริษัทจีนที่ย้ายฐานการผลิตไปเวียดนามได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล เพราะมาตรการกดดันทางการค้าของสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่จีนโดยตรง แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเริ่มผ่อนคลายลง ขณะที่เวียดนามกลับกลายเป็นประเทศที่ถูกเพ่งเล็งมากขึ้น
หลังจากที่เวียดนามแซงหน้าจีนขึ้นเป็นประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ สูงที่สุดในช่วงต้นปีนี้ วอชิงตันได้เริ่มใช้มาตรการตรวจสอบทางการค้าหลายรูปแบบต่อฮานอย รวมถึงการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 เกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา กำลังการผลิต และมาตรฐานแรงงาน
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังประกาศมาตรการลงโทษสินค้าที่ใช้วิธี ‘สวมสิทธิ์’ หรือเปลี่ยนแหล่งกำเนิดสินค้า โดยกำหนดภาษีสูงถึง 40% สำหรับสินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก แต่มีเพียงการประกอบขั้นสุดท้ายในประเทศที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี แม้จะไม่ได้ระบุชื่อประเทศใดโดยตรง แต่หลายฝ่ายมองว่ามาตรการดังกล่าวมุ่งเป้าไปยังสินค้าจีนที่ส่งออกผ่านเวียดนามอย่างชัดเจน
ผลกระทบเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว บริษัทจีนหลายแห่งทยอยทบทวนแผนลงทุนในเวียดนาม ตัวอย่างเช่น Jinko Solar ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์รายใหญ่ของโลก ได้ยกเลิกโครงการลงทุนมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเวียดนาม หลังถูกกล่าวหาว่าทุ่มตลาดในสหรัฐฯ และถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม
ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจระหว่างประเทศเตือนว่า ยุคของการย้ายฐานการผลิตเพียงเพื่อเปลี่ยนฉลากประเทศต้นกำเนิดกำลังสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย หรือเม็กซิโก ประเทศเหล่านี้ล้วนมีโอกาสตกเป็นเป้าหมายของมาตรการทางการค้าสหรัฐฯ หากถูกมองว่าเป็นเพียง “ทางอ้อม” สำหรับสินค้าจีน
แทนที่จะมองหาประเทศใหม่เพื่อหลบเลี่ยงภาษี ผู้ประกอบการควรหันมาเพิ่มมูลค่าการผลิตในท้องถิ่น สร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศที่ลงทุน และปฏิบัติตามกฎแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างแท้จริง เพราะกลยุทธ์ ‘China Plus One’ ที่เคยได้รับความนิยม อาจไม่สามารถใช้เป็นคำตอบได้อีกต่อไป
ทุนใหญ่จีนปรับกลยุทธ์ หันลงทุนในท้องถิ่น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนเองก็เริ่มส่งสัญญาณให้บริษัทต่างๆ ปรับตัวเช่นกัน โดยออกกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจจีนดำเนินกลยุทธ์
‘โลกาภิวัตน์อย่างแท้จริง’ มากกว่าการย้ายฐานการผลิตแบบฉาบฉวย โดยเน้นการจ้างบุคลากรท้องถิ่น สร้างเครือข่ายธุรกิจในประเทศปลายทาง และกระจายตลาดไปยังภูมิภาคอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ
นักวิเคราะห์มองว่า เวียดนามยังคงมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก และรัฐบาลฮานอยจะพยายามรักษาสมดุลความสัมพันธ์ทั้งกับสหรัฐฯ และจีน แต่สำหรับบริษัทจีน การพึ่งพาเวียดนามในฐานะ “ทางอ้อมสู่ตลาดอเมริกา” อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป
บทเรียนสำคัญจากเรื่องนี้คือ ในโลกการค้าที่กำลังเผชิญการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น การย้ายฐานการผลิตเพื่อหลบภาษีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกแล้ว ผู้ชนะในระยะยาวจะเป็นบริษัทที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศที่เข้าไปลงทุน และปรับตัวเข้ากับกฎการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้จริง มากกว่าการวิ่งหาช่องโหว่ทางภาษีแห่งใหม่อยู่ตลอดเวลา
ภาพ: Zapp2Photo / Shutterstock
อ้างอิง:

