เช้าวันนี้ (24 มิถุนายน) ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐ ‘อ่อนค่า’ ทะลุระดับ 33.35 บาทต่อดอลลาร์ไปแล้ว ซึ่งนับเป็นระดับที่อ่อนค่าสุดในรอบ 1 ปี 1 เดือนหรืออ่อนค่าหนักสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีก่อน
ประเด็นสำคัญ
พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงต่อเนื่อง จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.15 บาทต่อดอลลาร์ และทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้สำเร็จ พร้อมอธิบายถึงสาเหตุของการอ่อนค่าของเงินบาทไว้ดังนี้
สรุปสาเหตุ เงินบาท ‘อ่อนค่า’ หนักสุดในรอบกว่า 1 ปี
- 1. เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น จากทั้งภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) หลังบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI หรือ Semiconductor ต่างปรับตัวลงแรง: โดยภาวะดังกล่าวเกิดขึ้น ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการ Micron จะรับรู้รายงานผลประกอบการในวันพุธนี้ และระดับ Valuation ของหุ้นกลุ่มดังกล่าวที่อยู่ในระดับสูง
- 2. ราคาทองคำลง: โดยแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงยังได้ส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดเลือกจะลดสถานะถือครองทองคำ เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง พร้อมลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน กดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงหลุดโซนแนวรับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- 3. ความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย FED ที่ยังมีอยู่: แม้พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพและการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่ทยอยฟื้นตัวขึ้น ได้ช่วยลดทอนการปรับเพิ่มความคาดหวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 48% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) พร้อมกดดันให้ ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลง (สอดคล้องกับการปรับเพิ่มสถานะ Short น้ำมันของผู้เล่นในตลาด)
โดยวันนี้ ดัชดีดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 101.43 นับว่าแข็งค่าค่าขึ้นกว่า 3% ตั้งแต่ต้นปี (YTD) ขณะที่ค่าเงินบาทเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเกือบ 6% ในช่วงเวลาเดียวกัน
เปิดแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะต่อไป
พูนกล่าวต่อว่า สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้นขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม โดยในช่วงระยะสั้น Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า เงินบาทอาจยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์
“ต้องยอมรับว่า การอ่อนค่าของเงินบาทในรอบนี้นั้น มาจาก AI/Semiconductor Sell-Off ในช่วงก่อนเข้า Earnings Season ที่บริบทจะต่างจากรอบก่อน เนื่องจากในครั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดได้กลับมามั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อีกทั้งเริ่มมีนักวิเคราะห์หลายค่ายปรับคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ย FED เป็นการขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง จากเดิม มองคงดอกเบี้ย หรือ ลดดอกเบี้ย ทำให้ เราประเมินว่า ในช่วงระยะสั้นนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจขึ้นกับ บรรยากาศในตลาดการเงินที่จะต้องรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ด้วยเช่นกัน” พูนกล่าว
“การอ่อนค่าของเงินบาทนั้นถือว่า เกินความคาดหมายของเราไปพอควร เดิมเราประเมินว่า กรอบเงินบาททั้งสัปดาห์อาจไม่เกินระดับ 33.20 บาทต่อดอลลาร์ และสะท้อนว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดที่ต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์นั้น อาจขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ไปพอควรแล้ว และบางส่วนอาจขยับออเดอร์ไปรอโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์” พูนกล่าว
นอกจากนี้ Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ไม่ยาก)
Krungthai GLOBAL MARKETS จะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม ‘อ่อนค่าลง’ หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
จับตารายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้น AI/Semiconductor
กรณีผลประกอบการของบรรดาหุ้น AI/Semiconductor ออกมา ‘ดีกว่าคาด’
พูนกล่าว หากรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้น AI/Semiconductor ออกมาดีกว่าคาด หรืออย่างน้อยยังคงทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังเชื่อมั่นในแนวโน้มการเติบโต และพอยอมรับได้กับระดับ Valuation ในปัจจุบัน เรามองว่า ตลาดอาจเริ่มกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น จากการรีบาวด์ของหุ้นกลุ่มดังกล่าว ซึ่งอาจช่วยชะลอหรือลดทอนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้บ้าง ทำให้ การอ่อนค่าของเงินบาทนั้นจะถูกจำกัดลง และพอมีโอกาสลุ้นการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท ในกรณีที่ นักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นไทย อย่าง หุ้นในธีม AI/Semiconductor อีกครั้ง (จากที่วันก่อนหน้า หุ้นกลุ่มดังกล่าวเผชิญแรงขายรุนแรง)
กรณีการรายงานผลประกอบการหุ้น AI/Semiconductor ออกมา ‘น่าผิดหวัง’
พูนกล่าวต่อว่า ในทางกลับกัน หากรายงานผลประกอบการหุ้น AI/Semiconductor ออกมาน่าผิดหวัง เกิดแรงเทขายหุ้นกลุ่มดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เรามองว่า แม้เงินดอลลาร์จะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าจากภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจปรับตัวลงหนัก มากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ จากสัดส่วนหุ้น AI/Semiconductor ที่สูงกว่ามาก
- ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ในช่วงที่ตลาดมีสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่าลง) พอสมควร อาจกระตุ้นให้เกิด Sudden Yen Appreciation หรือการแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ของเงินเยนญี่ปุ่นได้
อย่างไรก็ดี ในภาพดังกล่าว เงินบาทอาจเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าจากทั้งการปรับตัวลงของราคาทองคำ ซึ่งเป็นผลมาจากแรงขายลดความเสี่ยงและเพิ่มสภาพคล่อง มากกว่ากังวลแนวโน้มดอกเบี้ย FED และแรงขายหุ้นไทย เน้นกลุ่ม AI/Semiconductor ซึ่งการเคลื่อนไหวของเงินบาทจะเป็นอย่างไร จะขึ้นกับว่า เกิดการแข็งค่าขึ้น เร็ว แรงของเงินเยนญี่ปุ่น หรือไม่ เพราะหากเกิดขึ้นจริง เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากไม่เกิด เงินบาทอาจยังคงเคลื่อนไหวแถวระดับปัจจุบัน หรืออ่อนค่าไม่เกินโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์
“ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง” พูนกล่าว
ภาพ: tech_BG / Shutterstock

