×

ไทยเตรียมออกเกณฑ์สกัดสินค้านำเข้าที่ผลิตโดย ‘แรงงานบังคับ’ แก้เกมมาตรา 301

23.06.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงธงชาติไทยและสหรัฐฯ พร้อมข้อความเกี่ยวกับการสกัดสินค้านำเข้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ

ครม. เห็นชอบกำหนดเกณฑ์คุมสินค้านำเข้าเสี่ยงใช้แรงงานบังคับ หลังสหรัฐฯ งัดมาตรา 301 แห่งกฎหมายว่าด้วยการค้าปี 1974 จ่อเก็บภาษีไทย 12.5% ด้านรมว.แรงงานชี้ ไม่ได้มองมาตรการนี้เป็นเพียงแค่กฎเกณฑ์ทางการค้า แต่มองเป็นพันธกิจการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของแรงงานด้วย

 

วันนี้ (23 มิถุนายน ) จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ครม. มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอใน ‘การกำหนดหลักเกณฑ์สินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับ’ ซึ่งเป็นมาตรการใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนของประเทศไทย เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน และสร้างแต้มต่อในเวทีการเจรจาทางการค้าระดับสากล

 

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้มีคำวินิจฉัยภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายว่าด้วยการค้าปี 1974 ว่าการกระทำ นโยบาย และการปฏิบัติของ 60 เขตเศรษฐกิจ รวมถึง ‘ประเทศไทย’ ล้มเหลวในการกำหนดหรือบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงาน (Forced Labor) ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อการค้าสหรัฐฯ โดยเสนอเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% จากสินค้าส่งออกไทย ขณะที่ประเทศที่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอยู่แล้ว แต่บังคับใช้ในระดับจำกัดเช่น สหภาพยุโรป และแคนาดา โดนภาษีเพียง 10%

 

ครม. มีมติอนุมัติใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1.) รับทราบผลการไต่สวนประเทศไทย และ (2.) เห็นชอบให้มีการจัดตั้ง ‘คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ’ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน

 

สำหรับคณะกรรมการชุดที่ครม.จัดตั้งขึ้นชุดดังกล่าวจะมีอำนาจหน้าที่สำคัญในการวางมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ ให้สอดคล้องกับหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) และมีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานการตรวจสอบเอกสารรับรองสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยง รวมถึงเสนอบัญชีรายชื่อเสี่ยง (Watchlist/Blacklist) หรือบัญชีรายชื่อสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ (Risk List) ต่อ ครม.

 

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวยังไม่เคยปรากฏในประเทศไทย โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ฯ จะก่อให้เกิดแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับกฎหมายระดับสากล ดังนี้

 

(1) มาตรฐานสากลในการป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน คือ หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights : UNGP) มุ่งเน้นการตรวจสอบและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบจนถึงผู้ส่งมอบ

 

(2) หลักการของอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 29 ว่าด้วยแรงงานบังคับ ค.ศ. 1930 (C29) พิธีสาร ค.ศ. 2014 ส่วนเสริมอนุสัญญา ฉบับที่ 29 (P29) และอนุสัญญา ฉบับที่ 105 ว่าด้วยการยกเลิกแรงงานบังคับ ค.ศ. 1957 (C105) ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคีของสหประชาชาติ (UN) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

 

หลังจากที่ ครม. มีมติเห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการดังกล่าวแล้ว จะส่งเรื่องให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 เพื่อบังคับใช้ต่อไป

 

“ผมยืนยันว่าเรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับหลักมนุษยธรรม เพื่อให้ระบบการค้าของไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล และที่สำคัญ ผมไม่ได้มองมาตรการนี้เป็นเพียงแค่กฎเกณฑ์ทางการค้า แต่เป็นหนึ่งในพันธกิจการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของแรงงานทุกคน” จุลพันธ์กล่าว

 

ทั้งนี้ ตามไทม์ไลน์ของสหรัฐฯ ไทยยังสามารถขอปรับลดหรือยกเว้นภาษีนี้ได้ เนื่องจาก สหรัฐฯ กำหนดให้ประเทศต่างๆ ยื่นคำร้องขอเข้าชี้แจงภายในวันที่ 22 มิถุนายน และยื่นข้อคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 6 กรกฎาคม ก่อนที่ USTR จะจัดฟังสรุปและกระบวนการไต่สวนสาธารณะอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาขั้นสุดท้ายก่อนประกาศบังคับใช้มาตรการจริงต่อไป

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories