×

สร้างแบรนด์กันแดด 2,700 ล้านด้วยเงินหลักแสน ไม่พึ่งทุนใหญ่ เส้นทาง MizuMi ของวริษฐา สืบพันธ์วงษ์

22.06.2026
  • LOADING...
ภาพวริษฐา สืบพันธ์วงษ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ MizuMi

ในวันที่เริ่มต้นธุรกิจ วริษฐา สืบพันธ์วงษ์ หรือหนุย มีเงินเก็บเพียงหลักแสนบาทที่ต้องใช้ทั้งลงทุนและกินอยู่ ช่วงเวลานั้นถึงกับต้องลดมาตรฐานชีวิตลงจนกินอาหารตลาดนัดถุงละ 20-30 บาท และปิดโซเชียลมีเดียเพื่อไม่ให้ตัวเองไขว้เขวกับการเปรียบเทียบไลฟ์สไตล์กับเพื่อนในองค์กรระดับโลก

 

 
 

วันนี้แบรนด์ครีมกันแดดที่สร้างเองอย่าง MizuMi เติบโตสู่ยอดขายระดับ 2,700 ล้านบาท วริษฐาเล่าเส้นทางจากเงินหลักแสนสู่หลักพันล้านนี้ใน Session ‘Scale Up ด้วยมือเรา สร้างเอง โตเอง นักเลงพอ’ ในงาน WTF Festival: Into the World of Outliers ซึ่งสะท้อนการปั้นแบรนด์ด้วยทุนและสองมือของตัวเองโดยไม่พึ่งทุนใหญ่

 

รู้จักตัวเองดีพอ จนกล้าตัดทางเลือกของตัวเอง

 

จุดเริ่มต้นของวริษฐามาจากการรู้จักตัวเอง (Self-awareness) ที่ดีพอจะรู้ว่าตนเองเป็นคนแบบไหนและมีแรงขับเคลื่อนสไตล์ใด ในช่วงที่ทำงานประจำในองค์กรระดับโลก เธอไม่รู้สึกอินกับการเป็นพนักงาน โดยเฉพาะความอึดอัดในห้องประชุมที่แสดงความเห็นได้ไม่เต็มที่ เพราะความคิดหลายอย่างต้องผ่านการกลั่นกรองและรออนุมัติตามลำดับชั้น

 

ด้วยความเป็นนักคิดและนักสร้างสรรค์ที่อยากลงมือทำและลองผิดลองถูกอย่างรวดเร็ว วริษฐาจึงตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจของตัวเอง ทั้งที่มีประสบการณ์ทำงานเพียงเกือบสองปี

 

สิ่งที่น่าสนใจคือการเลือกลาออกทันทีโดยไม่ทำธุรกิจควบคู่กับงานประจำเพื่อลดความเสี่ยง เพราะมองว่าการตัดทางเลือกของตัวเองจะบังคับให้ต้องทุ่มเทเต็มที่ และหากยังทำงานประจำต่อไปก็อาจมีปัจจัยรบกวนอย่างการเลื่อนตำแหน่งที่ทำให้ตัดสินใจออกมายากขึ้น

 

เลือกสิ่งที่รักในตลาดที่ยังเปิด แล้วทำให้สินค้าพูดแทนตัวเอง

 

ครีมกันแดดไม่ได้อยู่ในแผนของวริษฐาตั้งแต่ต้น จุดเริ่มมาจากการประเมินสองด้าน คือทักษะทางธุรกิจที่มีอยู่ กับสิ่งที่ตัวเองหลงใหล ในฐานะคนรักสกินแคร์ จึงมองว่าถ้าเลือกทำธุรกิจที่กำลังเป็นกระแสอย่างชานมไข่มุกซึ่งตัวเองไม่อิน ก็คงอยู่กับมันไม่ได้ในวันที่ไม่มีอะไรสนับสนุน

 

เมื่อสำรวจตลาด ครีมกันแดดยังเปิดกว้าง ผู้เล่นในประเทศแทบไม่มี อีกทั้งยังเป็นปัญหาของตัวเองที่ผิวระคายเคืองง่ายจากแอลกอฮอล์และสารกันแดดบางตัว จนต้องเปลี่ยนยี่ห้อบ่อย เธอจึงเชื่อว่าถ้าแก้ปัญหาของตัวเองได้ ก็น่าจะมีตลาดรองรับ

 

ส่วนชื่อแบรนด์ที่เป็นภาษาญี่ปุ่น มาจากความตั้งใจให้ภาพลักษณ์สื่อถึงเทคโนโลยีญี่ปุ่น ในยุคที่ยังไม่มี TikTok ช่องทางหลักคือชั้นวางในร้านค้าปลีก สินค้าจึงต้องสื่อสารด้วยตัวเอง เมื่อลูกค้าเห็นต้องรู้ทันทีว่าขายอะไรและให้ความรู้สึกแบบไหน

 

แนวคิดนี้ส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ในบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค ถึงขั้นเคยนำสินค้าต้นแบบไปแอบวางเทียบกับแบรนด์อื่นบนชั้นในห้างสรรพสินค้า เพื่อทดสอบว่าจะแข่งขันได้หรือจมหายไป

 

ลงมือเองทุกอย่าง จากบูธตลาดนัดสู่ชั้นวางวัตสัน

 

กว่าจะได้สินค้าจริง วริษฐาต้องโน้มน้าวโรงงานให้ร่วมงาน แม้ถูกปฏิเสธหลายครั้งเพราะเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีบริษัทใหญ่หนุนหลัง และมีทุนจำกัดสำหรับยอดสั่งผลิตขั้นต่ำหลักหมื่นชิ้น สุดท้ายเลือกใช้ความจริงใจเสนอวิสัยทัศน์ต่อทีมวิจัยและพัฒนาโดยตรง จนมีคนเชื่อมั่นและยอมร่วมงาน

 

เมื่อได้สินค้า ก็เริ่มขายผ่าน LINE และ Facebook โดยลงมือทำเองทุกอย่าง ทั้งแต่งภาพ, ยิงโฆษณา และตอบแชท ก่อนจะออกไปเช่าบูธตามตลาดนัดและหน้าตึกออฟฟิศ มีช่วงที่ยืนขายสองชั่วโมงแต่ได้เพียงสองหลอด

 

ประสบการณ์นั้นสอนให้รู้ว่าผู้บริโภคต้องการใจความเพียง 1-2 ประโยคที่โดนใจ มากกว่าคำอธิบายยาวเหยียด ทำให้ต้องถอดหมวกความเป็นพนักงานองค์กรออกแล้วสวมบทแม่ค้าเต็มตัว การตอบแชทเองยังทำให้ได้ฟังเสียงลูกค้า รู้ว่าชอบอะไร และขอคำชมมาต่อยอดเป็นข้อความรับรองทางการตลาด

 

แบรนด์เริ่มเห็นแสงสว่างเมื่อมีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ และจุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงเมื่อขายได้ราว 8 เดือน วัตสันติดต่อเข้ามาให้นำสินค้าไปวางจำหน่าย ด้วยเวลาพิสูจน์ตัวเองเพียง 3-6 เดือน วริษฐาจึงทุ่มทำการตลาดเต็มที่ ทั้งจัดโปรโมชั่น, เพิ่มการมองเห็นในร้าน และสื่อสารให้แฟนแบรนด์ตามไปอุดหนุนถึงสาขา จนกระจายสินค้าได้รวดเร็ว

 

สู่องค์กร 2,700 ล้าน

 

เมื่อองค์กรเติบโตสู่ยอดขายหลักพันล้าน โจทย์ของวริษฐาเปลี่ยนจากการลงมือเองทุกอย่าง ไปสู่การบริหารคนและวางระบบ ทั้งการเริ่มกระจายอำนาจ สร้างความไว้วางใจให้ทีม และใช้ระบบเข้ามาวัดผลการทำงาน

 

จากความอึดอัดในอดีตที่ต้องผ่านการกลั่นกรองความคิดหลายลำดับชั้น วริษฐาออกแบบวัฒนธรรมองค์กรให้เปิดกว้าง สนับสนุนให้พนักงานเสนอไอเดียและตั้งคำถามได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกลัวการข้ามหน้าเจ้านาย พร้อมเปิดประตูห้องทำงานให้ทุกคนเดินเข้ามาคุยได้โดยตรงเพื่อลดช่องว่างในการทำงาน

 

ความกล้าตัดสินใจยังเห็นได้จากโปรเจกต์ใหญ่อย่างการใช้ซูเปอร์สตาร์ชาวจีน เฉินเจ๋อหยวน เป็นพรีเซนเตอร์ แม้เป็นการลงทุนที่ใช้ทรัพยากรสูงและทีมถกเถียงกันหนัก แต่ด้วยคำถามที่ตั้งกับตัวเองว่าหากไม่ทำตอนนี้ก็จะไม่มีวันรู้ผล จึงเลือกลงมือโดยไม่รอให้พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์

 

ผลตอบรับดีเกินคาด ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างและกลายเป็นกระแสในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา และเมื่อทุกคนในทีมกอดคอกันร้องไห้ด้วยความภูมิใจหลังงานสำเร็จ มันคือภาพที่สะท้อนว่าการกล้าลงมือก่อนความพร้อมจะสมบูรณ์ คือสิ่งที่พาทั้งตัวเธอและ MizuMi เติบโตขึ้นทีละขั้นมาจนถึงวันนี้

 

ภาพ : MizuMi_Official, WTF Festival Thailand / Facebook

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories