วันนี้ (20 มิถุนายน) พรรคประชาชนจัดกิจกรรม ‘เมืองแคร์คน Policy Fest’ ที่ อาคารอนาคตใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอนโยบายที่จะเปลี่ยนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่ช่วยเหลือประชาชนในยามยากลำบาก คืนเวลาให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตและดูแลครอบครัว รวมถึงสร้างโอกาสในการตั้งตัว
ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการเชิงโต้ตอบ (Interactive Exhibition) โซนนำเสนอนโยบายรายเขตของผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต และเวทีเสวนา ซึ่งมี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 10 พรรคประชาชน ร่วมเป็นวิทยากร
ในช่วงเสวนา หัวข้อ ‘ประเทศไทยที่เราอยากเห็น กรุงเทพฯ ที่เราอยากให้เป็น’ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการ ‘ฝันใหญ่’ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนมาถึงพรรคประชาชน โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของการผลักดันนโยบายต่างๆ เช่น สุราก้าวหน้า และสมรสเท่าเทียม ซึ่งแม้จะไม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร แต่ความมุ่งมั่นและการสนับสนุนจากประชาชนทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้จริง
ณัฐพงษ์ยังได้เปรียบเทียบกับการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคต้องการผลักดันการเมืองที่ก้าวหน้าและการกระจายอำนาจ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ลำพูน ที่แม้มีงบประมาณจำกัด แต่สามารถดำเนินนโยบายที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง เช่น รถรับ-ส่งนักเรียน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าความใส่ใจในรายละเอียดและเจตจำนงทางการเมืองสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้
ณัฐพงษ์ระบุว่า กรุงเทพมหานครมีงบประมาณกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี และมีอำนาจในการกำหนดระเบียบการเบิกจ่ายของตัวเอง หากพรรคประชาชนได้รับโอกาสเป็นทีมบริหารและมี ส.ก. ทั้ง 50 เขต จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มาก อย่างไรก็ตาม ลำพังอำนาจของผู้ว่าฯ อาจไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ปัญหาใบส่งตัวสิทธิบัตรทอง ปัญหาสัดส่วนค่าเช่าบ้านต่อรายได้ที่สูง และปัญหาการจัดการสัมปทานที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงความโปร่งใสของงบประมาณ กทม. ที่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก ส.ก.
ซึ่งปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยพลังจากสภากรุงเทพมหานครเข้ามาช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลง ณัฐพงษ์ยังได้กล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจและการเรียกรับส่วยเทศกิจ ซึ่งจำเป็นต้องมีตัวแทนประชาชนเข้าไปจัดการเพื่อให้ระบบราชการโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ พร้อมเน้นย้ำถึงคุณสมบัติของผู้นำที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง 3 ประการ ได้แก่ เจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน ทีมบริหารมืออาชีพ และการมี ส.ก. ในมือเพื่อผลักดันวาระก้าวหน้า
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้บรรยายในหัวข้อ ‘การเมืองท้องถิ่น ใกล้ตัวกว่าที่คิด ติดขัดกว่าที่เห็น’ โดยชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านการแก้ปัญหาใกล้ตัว เช่น ปัญหาน้ำท่วม โดยเสนอให้ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลในการบริหารจัดการ เช่น การติดตั้งเรดาร์และตัวส่งสัญญาณวัดระดับน้ำและสิ่งอุดตัน (IoT) เพื่อให้การจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างตรงจุด
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างในการลอกท่อระบายน้ำ เพื่อให้เอกชนกล้าลงทุนในเครื่องจักรที่ทันสมัย และบังคับใช้ข้อบัญญัติเรื่องบ่อดักไขมันอย่างจริงจัง ธนาธรเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีการทำงาน และขอโอกาสให้พรรคประชาชนได้เข้าไปทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในกรุงเทพมหานคร
ด้านชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 ได้แถลงวิสัยทัศน์และโรดแมป 100 วันแรก สร้างเมืองที่แคร์คน โดยนำเสนอภารกิจเร่งด่วนเพื่อพลิกโฉมกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่โอบอุ้มผู้คน ลดต้นทุนชีวิต และเปิดโอกาสให้ประชาชนตั้งตัวได้ ซึ่งโรดแมปดังกล่าวครอบคลุมเป้าหมาย 4 ด้าน ได้แก่ เลี้ยงครอบครัวง่าย ใช้ชีวิตง่าย ค้าขายง่าย และเดินทางง่าย ภารกิจเร่งด่วนตั้งแต่วันแรก ได้แก่ การขอเพิ่มโควตาดูแลผู้ถือสิทธิบัตรทอง และแก้ปัญหาระบบใบส่งตัว ภายในสัปดาห์แรกจะเพิ่มบริการรถรับส่งผู้ป่วย และเปิดเผยระบบ BKK Red Flag AI เพื่อตรวจสอบความเสี่ยงทุจริต
ภายในเดือนแรกจะแก้ปัญหาผลกระทบจากโรงกำจัดขยะอ่อนนุช ในระยะ 6 เดือนจะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และผลักดันเขตควบคุมมลพิษต่ำ ส่วนเป้าหมาย 1 ปี ได้แก่ การลอกท่อระบายน้ำครบ 100% เพิ่มงบพัฒนาย่าน ปรับปรุงศูนย์เด็กเล็ก เพิ่มผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ขยายพื้นที่ค้าขาย และเพิ่มเส้นทางรถเมล์และเรือโดยสาร โดยชัยวัฒน์เน้นย้ำว่า นโยบายเหล่านี้มุ่งสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้ทุกคนตั้งตัวและก้าวไปข้างหน้าได้











