รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ‘เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์’ กำลังเผชิญกับสารพัดวาระแห่งชาติที่ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ประชาชนไม่ปลื้ม ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวที่ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น นั่นคือ ‘กฎหมายห้ามวัยรุ่นใช้โซเชียลมีเดีย’ ซึ่งตัวนายกฯ ถึงกับออกปากด้วยความโล่งใจว่า สิ่งนี้จะช่วยคืนวัยเด็กที่สมบูรณ์ให้กับเยาวชน
แม้จะมีหลักฐานให้เห็นมากมายว่าโซเชียลมีเดียทำให้เด็กๆ เป็นทุกข์และไม่ปลอดภัย แต่ในโลกความเป็นจริง การประกาศแบนด้วยความหวังดีนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การบังคับใช้จริงต่างหากที่ยาก เพราะหลังจากนี้ รัฐบาลจะต้องเจอกับศึกหนัก ทั้งการอุดช่องโหว่ ตามด้วยการรับมือกับผลกระทบข้างเคียง และการหาจุดสมดุลไม่ให้การควบคุมนี้ลุกลามจนกลายเป็นการจำกัดสิทธิบนโลกออนไลน์
หากย้อนดูเทรนด์โลก อินเดียเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่สั่งแบน TikTok มาตั้งแต่ปี 2020 ขณะที่สหรัฐฯ ก็เกือบจะบล็อกแอปนี้สำเร็จ ในตอนนั้น นักการเมืองมองว่ามันคือสงครามเพื่อตอบโต้จีน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ByteDance บริษัทแม่ TikTok เพราะกังวลเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลและการปั่นหัวคนรุ่นใหม่
ทว่าวันนี้ ภัยคุกคามในสายตาของโลกตะวันตกได้เปลี่ยนไปแล้ว หลายประเทศไม่ได้กลัวแค่แอปจากประเทศศัตรู แต่เริ่มมองว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของอเมริกาก็มีพฤติกรรมแทรกแซงและไร้ความรับผิดชอบไม่ต่างกัน และไม่ควรปล่อยให้กลุ่มทุนเหล่านี้มาดูแลอนาคตของเยาวชนโดยไม่มีการควบคุม
อีกหนึ่งความท้าทายคือวัยรุ่นมักฉลาดกว่าผู้คุมกฎเสมอ หลังจากมีเคสของอินเดียพิสูจน์แล้วว่า การแบน TikTok ไม่ได้ช่วยลดอาการเสพติดคลิปสั้นของเยาวชนเลย เพราะพวกเขาย้ายแพลตฟอร์มไปซบแอปคู่แข่งที่เป็นของอเมริกา ซึ่งมีทุนหนาและควบคุมยากกว่าเดิม
สำหรับในประเทศอังกฤษ เยาวชนก็คงหาทางออกไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการมุด VPN, การปลอมแปลงพิกัด หรือยืมบัญชีของพี่น้องที่โตกว่า ยิ่งไปกว่านั้น บนโลกออนไลน์ยังมีผู้ล่า ทั้งกลุ่มโฆษณา นักล้างสมอง หรือผู้ไม่หวังดี พร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเยาวชน เจาะระบบเพื่อเข้าถึงตัวพวกเขาอยู่ตลอดเวลา
เมื่อการตรวจเช็กอายุแบบหลวมๆ เอาไม่อยู่ และสื่อประโคมข่าวว่าเยาวชนยังคงเล็ดลอดเข้าไปเผชิญอันตรายได้ รัฐบาลอังกฤษอาจไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยกระดับการควบคุมให้โหดขึ้น ซึ่งอาจลามไปถึงการบังคับทำ Digital ID เพื่อใช้เข้าอินเทอร์เน็ต ตามด้วยการสั่งแบน VPN ทั้งประเทศ และการเอาผิดทางกฎหมายกับโรงเรียนหรือผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลยให้เยาวชนแหกกฎ
เรียกได้ว่าการสั่งแบนแบบเหมาเข่งยังมีราคาที่ต้องจ่าย ในมุมที่ผู้กำหนดนโยบายมองข้าม เพราะในตอนที่อินเดียแบน TikTok อัลกอริทึมที่เคยเปิดโอกาสให้คนธรรมดา เด็กต่างจังหวัด หรือกลุ่มคนรากหญ้าได้แจ้งเกิดกลับหายวับไปกับตา แล้วถูกแทนที่ด้วย YouTube และ Instagram ซึ่งเป็นพื้นที่ของเหล่า Influencer หน้าเดิมๆ ที่มีทุนหนาคอยผูกขาด
นอกจากนี้ การตัดขาดเยาวชนออกจากโลกออนไลน์ อาจเป็นการทำลายพื้นที่ปลอดภัยของเยาวชนกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ ชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่ม LGBTQN+ ที่พึ่งพาชุมชนออนไลน์ในการเยียวยาจิตใจและหลีกหนีจากความเครียดในโลกแห่งความเป็นจริง
แต่ในมุมของรัฐบาลอังกฤษอาจหวังว่าการแบนครั้งนี้จะทำให้เยาวชนวางมือถือแล้วออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้ง แต่นี่อาจเป็นเพียงความฝันอันแสนหวาน เพราะบทเรียนจากอินเดียได้พิสูจน์แล้วว่าการแบนไม่ได้ช่วยหมุนเวลาให้ย้อนกลับไปสู่อดีต แต่มันแค่เปลี่ยนหน้าตาของแพลตฟอร์มที่เข้ามาหล่อหลอมพฤติกรรมของคนเท่านั้น
ภาพ:Volodymyr TVERDOKHLIB/shutterstock
อ้างอิง:

