ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่า ตลาดน้ำมันโลกจะเข้าสู่ภาวะอุปทานส่วนเกิน (Supply Surplus) อย่างมีนัยสำคัญในปี 2027 หลังเริ่มฟื้นตัวจากผลกระทบของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยอุปทานน้ำมันโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นถึง 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่อุปสงค์หรือดีมานด์จะเพิ่มขึ้นเพียง 2 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น
ประเด็นสำคัญ
การประเมินดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่ IEA เผยมุมมองต่อตลาดน้ำมันปี 2027 และมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ประกาศบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติสงครามอิหร่าน ซึ่งรวมถึงเงื่อนไขสำคัญที่อิหร่านจะกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และสหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน ส่งผลให้เกิดความคาดหวังว่าข้อตกลงนี้จะช่วยยุติเหตุการณ์หยุดชะงักด้านอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดย IEA ประเมินว่า สงครามดังกล่าวได้ฉุดให้ปริมาณการผลิตน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลางหายไปกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน
“หากข้อตกลงนี้ยังคงอยู่ การส่งออกและการผลิตน้ำมันจากกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับก็น่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกน้ำมันของอิหร่านที่จะสามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างเต็มที่ทันทีที่สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางเรือ” IEA ระบุในรายงานสถานการณ์ตลาดน้ำมันประจำเดือนฉบับล่าสุด
IEA เผยว่า ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มปรับตัวขึ้นแล้วตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายน เนื่องจากการขนถ่ายน้ำมันจากเรือสู่เรือในบริเวณอ่าวโอมานกระเตื้องขึ้น ซึ่งช่วยหนุนให้ยอดการขนส่งน้ำมันโดยรวมของตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากที่เคยลดลงไปแตะจุดต่ำสุดในเดือนพฤษภาคม ที่ 9.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ตาม IEA ระบุว่า ข้อจำกัดทางด้านการเมืองและการปฏิบัติงาน เช่น กระบวนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ต้องใช้เวลานาน รวมถึงข้อตกลงด้านการขนส่งทางเรือที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้การฟื้นตัวของภูมิภาคตะวันออกกลางไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้
ในภาพรวม IEA คาดว่าอุปทานน้ำมันโลกจะลดลง 3.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2026 เนื่องจากปริมาณการผลิตที่สูญเสียไปในตะวันออกกลางนั้นมีมากกว่ายอดการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากทวีปอเมริกา
สำหรับยอดการส่งออกน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปของรัสเซียในเดือนพฤษภาคมยังคงทรงตัวอยู่ที่ราว 7.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ว่าจะถูกโดรนของยูเครนโจมตีโรงกลั่นอย่างต่อเนื่องก็ตาม เนื่องจากการโจมตีดังกล่าวบีบให้รัสเซียต้องจัดสรรพลังงานเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศก่อนเป็นอันดับแรก ขณะที่เพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบให้ได้มากที่สุด
ในส่วนของอุปสงค์ IEA ประเมินว่า ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะลดลง 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้ หลังจากที่ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน ปริมาณความต้องการได้ดิ่งลงไปแล้วถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ผลกระทบจากภาวะ Demand Destruction หรือภาวะที่ความต้องการลดลงเนื่องจากราคาพุ่งสูง ได้แผ่ขยายวงกว้างออกไปนอกเหนือจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่านในตอนแรก โดยพบว่ายอดการส่งมอบเชื้อเพลิงหลักทุกประเภทเริ่มส่งสัญญาณตึงตัวในเกือบทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดีเซล
อย่างไรก็ตาม IEA คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันจะฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและกลับมาเติบโตในปีหน้า โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงและแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น
ส่อแววน้ำมันล้นตลาดครั้งใหญ่ในปี 2027
จากการคำนวณของ Reuters โดยอิงตามตัวเลขคาดการณ์ของ IEA ทำให้ประเมินได้ว่า ในปี 2026 ปริมาณน้ำมันในตลาดจะยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยอุปทานจะต่ำกว่าอุปสงค์โดยรวมอยู่ราว 920,000 บาร์เรลต่อวัน ตามการคำนวณของ Reuters ซึ่งถือว่าช่องว่างดังกล่าวแคบลงจากรายงานเดือนก่อนที่ประเมินว่าตลาดขาดแคลนน้ำมันถึง 1.78 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2027 IEA คาดว่าอุปทานน้ำมันจะกลับมามากกว่าอุปสงค์ถึง 5.05 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากความต้องการที่เติบโตขึ้นถูกกลบด้วยปริมาณที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการกลับมาส่งออกน้ำมันจากประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าตัวเลขส่วนเกินปี 2026 ที่ IEA เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยในรายงานเดือนพฤศจิกายน 2025 IEA ประเมินว่าปี 2026 จะมีน้ำมันส่วนเกินอยู่ที่ 4.09 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ตาม IEA ระบุว่า ก่อนที่ตลาดจะเปลี่ยนเข้าสู่ภาวะน้ำมันล้นตลาดในช่วงปลายปีนี้ ปริมาณน้ำมันคงคลังทั่วโลกอาจลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อีก
ข้อมูลเบื้องต้นของ IEA ระบุว่า ตั้งแต่เกิดสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปริมาณน้ำมันคงคลังทั่วโลกลดลงเฉลี่ย 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยพฤษภาคมเพียงเดือนเดียว มีปริมาณน้ำมันถูกดึงออกจากคลังสูงถึงราว 4.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ภาพ: REUTERS / Eli Hartman / File Photo
อ้างอิง:

