วันนี้ (17 สิงหาคม) พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวเปิดงานสัมมนาทางวิชาการด้านความมั่นคง Thailand Security Dialogue 2026 ภายใต้หัวข้อหลัก “Defence and Security in an Era of Uncertainty” (การป้องกันประเทศและความมั่นคงในยุคแห่งความไม่แน่นอน) โดย พล.ท. อดุลย์ ได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางของกองทัพและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยในภาวะที่โลกกำลังเผชิญความผันผวน ไร้ระเบียบ ทั้งในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และภัยคุกคามอุบัติใหม่
พล.ท. อดุลย์ ระบุว่า ธีมการจัดงานในปีนี้สะท้อนถึงสภาวะความจริงของโลกในปัจจุบันอย่างเด่นชัด ที่ซึ่งความเสี่ยงและความท้าทายด้านความมั่นคงมีความซับซ้อนและไร้ระเบียบมากกว่ายุคใดๆ โดยฉายภาพจากประสบการณ์รับราชการทหารตั้งแต่ระดับผู้บังคับหน่วยในสนาม ชายแดน แม่ทัพภาคที่ 2 จนถึงระดับผู้กำหนดนโยบายในปัจจุบันว่า “สงครามยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ขนาดของกองทัพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คำถามสำคัญคือ ใครจะปรับตัวได้เร็วกว่า มีระบบคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจที่แม่นยำกว่า รวมถึงสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในชาติได้มากกว่า” พร้อมย้ำว่าการป้องกันประเทศในปัจจุบันไม่อาจเป็นภารกิจของกองทัพเพียงลำพัง แต่คือวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน
ในส่วนของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รัฐมนตรีกลาโหมย้ำว่า ความน่ากลัวที่สุดไม่ใช่ภัยคุกคามที่เรามองเห็น แต่คือภัยที่เรามองไม่เห็นและไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด เช่น สงครามไซเบอร์, สงครามข้อมูลข่าวสาร, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), โดรน, อาวุธไร้คนขับ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนวิกฤตเศรษฐกิจจากผลกระทบด้านกำแพงภาษี
ดังนั้นยุทธศาสตร์ความมั่นคงยุคใหม่จึงต้องมองเห็นความเสี่ยงก่อนที่จะลุกลามเป็นวิกฤต พร้อมฉายแนวคิดการยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจาก “การซื้อความมั่นคง” ไปสู่ “การสร้างขีดความสามารถขึ้นเอง” โดยเฉพาะเทคโนโลยีโดรน ระบบไซเบอร์ และดาวเทียม
รัฐมนตรีกลาโหมกล่าวว่า แม้ซื้ออาวุธที่ดีที่สุด แต่หากใช้ไม่เป็นหรือไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องก็ไร้ความหมาย ดังนั้นการจัดซื้อจัดจ้างในอนาคตจึงต้องตอบให้ได้ว่า ประเทศชาติได้อะไรกลับมา ไม่ใช่ได้แค่ยุทโธปกรณ์ แต่ต้องได้องค์ความรู้ บุคลากร และเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ พล.ท. อดุลย์ ยังกล่าวถึงการวางตัวและรักษาสมดุลด้านความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศว่า ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ไทยต้องไม่เลือกข้าง แต่ต้องยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมสร้างความร่วมมือบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมและการเคารพซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งของการกล่าวเปิดงาน พล.ท. อดุลย์ได้กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับโครงการสร้างพื้นที่เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจอย่างคอคอดกระและแลนด์บริดจ์ในอดีต โดยระบุเป็นมุมมองส่วนตัวว่า หากไทยจะผลักดันให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานที่อาจกลายเป็นเวทีแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ สิทธิในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายต้องเป็นของประเทศไทยเองอย่างมีเอกราช โดยไม่อยู่ภายใต้การครอบงำหรือข้อจำกัดจากมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ช่วงท้าย รัฐมนตรีกลาโหมได้ฝากข้อคิดไว้ถึงความพร้อมของประเทศในการรับมือภัยคุกคามว่า “ประเทศที่มั่นคง ไม่ใช่ประเทศที่ไม่เคยเผชิญหน้ากับภัยคุกคาม แต่คือประเทศที่เมื่อพบกับภัยคุกคามแล้ว ยังสามารถหยัดยืน ตัดสินใจ และเดินหน้าต่อไปข้างหน้าได้”
พร้อมกล่าวสรุปว่าความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่แค่การสร้างกำลังรบเพื่อเอาชนะในสงคราม แต่คือการสร้างขีดความสามารถของประเทศในทุกมิติ ทั้งกองทัพ รัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้พร้อมรับมือและอยู่รอดได้ในโลกที่ไร้ระเบียบ
สำหรับงาน Thailand Security Dialogue 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 สิงหาคม 2026 ณ โรงแรม ดิ แอทธินี กรุงเทพฯ ถือเป็นเวทีหารือยุทธศาสตร์ความมั่นคงระดับภูมิภาคที่สำคัญ จัดโดยสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (สปท.) มีผู้เข้าร่วมทั้งผู้นำเหล่าทัพ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพ ผู้ช่วยทูตทหารจากประเทศต่างๆ และนักวิชาการด้านความมั่นคง


