×

‘เอกนิติ’ ชี้ GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% แม้ไม่ถูกใจ แต่สะท้อนไทยมาถูกทางในการประคองเศรษฐกิจ ก่อนเข้าสู่ระดับศักยภาพ

17.08.2026
  • LOADING...
ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ และ รมว. คลัง เผยหลัง สภาพัฒน์รายงาน GDP ไทยไตรมาส 2/2569 โต 1.9% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยมาถูกทาง ในการประคองเศรษฐกิจก่อนเข้าสู่ระดับศักยภาพ พร้อมส่งสัญญาณพิจารณา ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เฟส 2

 

 

วันนี้ (17 สิงหาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แถลงตัวเลข GDP ไทยไตรมาส 2/2569 ที่ 1.9% ผ่านการโพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊กทางการในชื่อ ‘ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ โดยระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับประมาณการของกระทรวงการคลังใน 3 ปัจจัย ดังนี้

 

1) ผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

 

2) การพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง

 

3) การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวดี

 

เงินเฟ้อพุ่ง การบริโภคหด ลุ้นต่อ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เฟส 2

 

สำหรับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มในช่วงปลายเดือนมีนาคม จนทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น จากต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ได้สะท้อนผ่านตัวเลขเงินเฟ้อในไตรมาส 2 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% จากไตรมาส 1 ที่ติดลบ 0.5% ขณะที่ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% จากที่โต 3.3% ในไตรมาส 1

 

ด้วยเหตุนี้ ดร.เอกนิติจึงชี้ว่า เป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ เพื่อฟื้นการบริโภคภาคเอกชน ก่อนนำไปสู่วิกฤตปากท้อง และนำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจในระลอกต่อไปผ่านการนำเงินไปใช้ในโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’

 

ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีจะมีการดำเนินโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ต่อใน เฟส 2 หรือไม่นั้น ดร.เอกนิติระบุว่า ต้องพิจารณางบประมาณที่เหลืออยู่ ตลอดจนดูผลที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะแรก ซึ่งจะจบในไตรมาส 3 เสียก่อน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

 

ไทยพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

 

นอกจากนี้ ตัวเลขจากสภาพัฒน์ยังสะท้อนด้วยว่า ประเทศไทยพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศสูงมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 กลับมาขาดดุลถึง 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราวเกือบ 6 แสนล้านบาท) จากที่เกินดุลในไตรมาส 1 ประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น การเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากพลังงานจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าไปสู่พลังงานสะอาดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติระบุ ว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า จึงเป็นการลงทุนใน ‘โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต’ ของประเทศ โดยเป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว เป็นการใช้เงินกู้เพื่อช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานสำหรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน

 

“เหตุการณ์สงครามในอิหร่านเป็นจุดเปลี่ยนและสัญญาณเตือนว่า ไทยไม่สามารถรอให้วิกฤตราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถส่งแรงกระเพื่อมมายังต้นทุนพลังงาน การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนไทยได้โดยตรง รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและราคาน้ำมันหรือก๊าซในตลาดโลกให้ได้มากที่สุดในเวลาและงบประมาณอันจำกัด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับการเพิ่มกำลังผลิตและการใช้พลังงานสะอาดของประเทศไทยตามแผน PDP ของกระทรวงพลังงานด้วยเช่นกัน” ดร.เอกนิติระบุ

 

การลงทุนโต 2 หลักต่อเนื่อง ผลจาก Thailand Fast Pass

 

สำหรับการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 13.4% ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี และเป็นการขยายตัวเติบโตถึง 2 หลัก (double digit growth) ติดต่อกัน ต่อเนื่องจากที่ขยายตัว 10.1% ในไตรมาสแรก ดร.เอกนิติชี้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand Fast Pass ของ BOI ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนที่สูงถึง 2.55 แสนล้าน ในไตรมาส 2 โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม S-Curve เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการแปรรูปเกษตร เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ยังมีปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจาก 12.1% ในไตรมาส 1 มาอยู่ที่ 12.5% ในไตรมาส 2 โดยสินค้าที่ส่งออกหลักคือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และที่สำคัญสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศไทยอย่างชัดเจน

 

“ดังนั้น ในมุมมองของต่างชาติที่จัดลำดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของประเทศเกิดใหม่ที่สามารถคว้าโอกาสจาก ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่’ ของโลกรอบนี้ จึงมีความสำคัญมาก คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะต้องวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ คำถามที่สำคัญกว่าคือทำยังไงที่ไทยจะสามารถคว้าโอกาสเป็น global supply chain เพื่อส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมในประเทศให้ได้จริง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยเช่นกัน” ดร.เอกนิติระบุ

 

ชี้ไทยไม่ตกขบวนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

จากรายละเอียดตัวเลขต่างๆ ดร.เอกนิติชี้ว่าเศรษฐกิจไทยได้ขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลกแล้ว โดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังปรับวิธีการจัดกลุ่มดัชนีต่างๆ ให้สอดคล้องกับภาพอุตสาหกรรมใหม่ของโลก ถัดจากนี้ไป จะเห็นภาพที่คมชัดขึ้นของการก้าวไปของเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน

 

“ถึงแม้ว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เราพอใจ แต่ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของเรามาถูกทางต่อคำถามที่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ตรงไหน เราอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่ง ‘ประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านให้เศรษฐกิจสามารถโตเต็มศักยภาพ’ โดยเราเห็นสัญญาณการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในไตรมาสที่ 2 นี้” ดร.เอกนิติเขียนปิดท้าย

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories