ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนต่อโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ในวันพรุ่งนี้ (11 มิถุนายน) โดยระบุว่า สิ่งที่ยังสงสัยคือปลัดกระทรวง DE ได้บอกว่า รับฟังไปแล้วแต่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ และจะรับฟังไปทำไม
ภาวุธตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เป็นการดึงคนในวงการเข้าไปฟอกขาวสร้างความชอบธรรม และเหตุใดจึงมาเปิดรับฟังความเห็นย้อนหลังทั้งที่โครงการเดินหน้าไปแล้ว เป็นการสะท้อนให้เห็นชัดว่า โครงการนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากความต้องการของประชาชน
“โครงการนี้เริ่มต้นจากมีเงินเหลือ แล้วจะนำเงินเหลือออกมาจากกองทุนได้อย่างไร กระบวนการของ TOR ทุกอย่างเพื่อให้เกิดคอร์รัปชันเกิดการโกงกินในโครงการนี้” ภาวุธกล่าว
ภาวุธเชื่อว่า ทุกคนมีเจตนาดีอยากให้โครงการนี้ออกมาดี แต่เรายังไม่รู้ว่า ถ้าไปงานนี้แล้วจะสามารถพูดได้มากน้อยแค่ไหน เปิดให้ประชาชนพูดได้อย่างเต็มที่หรือไม่ หรือเป็นการพูดคุยแบบระบบปิดไม่ให้ประชาชนรับทราบ และคัดเลือกข้อแนะนำดีๆ มาจากงานนี้ เพื่อบอกว่าเรารับฟังความคิดเห็นแล้ว หากเป็นแบบนี้ก็จะเป็นการฟอกขาว
พร้อมยกว่า แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เคยระบุว่า มีการรับฟังความเห็นเปิดกว้างก็จริง แต่ใน TOR ใครที่จะเข้ามาร่วมประมูลโครงการนี้ จะต้องเป็นบริษัทที่เคยรับงานมีมูลค่า 400 ล้านบาทในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา แต่จะมีบริษัทเทคโนโลยีในประเทศไทยกี่บริษัทที่มีความสามารถในการรับโครงการลักษณะนี้ได้ ซึ่งมีเพียงไม่เกิน 15 บริษัทเท่านั้น และ 15 บริษัทนี้ก็รู้จักกันเป็นอย่างดี
“ดังนั้น จึงส่อให้เห็นถึงการฮั้ว การทำเป็นกลุ่มก้อน รวมตัวกันเข้าไปเพื่อเอาเม็ดเงินส่วนนี้ออกมา นั่นคือสิ่งที่เห็นได้ชัด ทำไมถึงไม่ลดเพดานการประมูลงานครั้งนี้ลงมา เพื่อให้ผู้ประกอบการเอกชนที่ทำงานด้านเทคโนโลยีในระดับกลางสามารถเข้าประมูลได้ ที่สำคัญ TOR ระบุชัดว่าต้องซื้อสื่อ ซึ่งผมคาดการณ์ว่า คนที่ได้โครงการนี้อาจเป็นคนที่เขียน TOR เองด้วยซ้ำไป โครงการนี้ยิ่งตอกย้ำว่าเป็นโครงการฮั้ว” ภาวุธกล่าว
ภาวุธย้ำด้วยว่า โครงการ TH-AI Passport เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง มีอะไรข้างล่างอีกมาก หากดูโครงการนี้เพียงโครงการเดียวอาจยังไม่ได้เห็นความสัมพันธ์ แต่หากดูให้กว้าง จะเห็นว่ามีโครงการลักษณะนี้อีกเป็น 10 โครงการ และผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมประมูลแข่งขันล้วนเป็นหน้าเดิมทั้งนั้น มีการสลับกันได้ประมูลโดยไม่มีผู้ประกอบการหน้าใหม่
ภาวุธอธิบายว่า รูปแบบคือการส่งบริษัทกลุ่มหนึ่งเข้าไปทำราคากลาง จากเดิมที่ควรต่ำให้สูงขึ้นมาหลายร้อยล้านในโครงการอื่น ส่วนโครงการลักษณะเดียวกันที่อยู่ในกระทรวงอื่นไม่ได้ราคาสูงขนาดนี้ เมื่อรวมหัวกันกำหนดราคาสูงขึ้นมา จึงเลือกว่าใครจะเข้ามาประมูลโครงการ ซึ่งจะได้รับกำไรจำนวนมากจากโครงการนี้ และสุดท้ายก็จะส่งมอบเงินเหล่านี้ให้เครือข่ายพรรคการเมือง
“เราเรียนกลุ่มทุนนี้ว่า ‘กลุ่มทุนสีน้ำเงิน’ เป็นส่วนหนึ่งของระบอบสีน้ำเงิน” ภาวุธระบุ
ภาวุธยังประเมินว่า จากงบประมาณของรัฐบาล ในปีหน้ากระทรวง DE จะได้รับงบประมาณเพิ่มมากกว่า 33% จึงเกิดคำถามว่าทำไมจู่ๆ กระทรวงนี้ถึงได้งบประมาณมาก
“จะบอกว่าดิจิทัลกำลังมาก็ไม่ใช่ จะบอกว่าเจ้ากระทรวงเป็นลูกของใครหรือไม่ ก็ไม่แน่ใจ แต่เม็ดเงินมหาศาลเหล่านี้กำลังไหลเข้ามาในกระทรวงที่มีโครงการลักษณะนี้
“การโกงกินไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตึก บ้าน สะพาน รถ วันนี้การโกงกินเริ่มไหลมาสู่โครงการที่เป็นดิจิทัล และ AI จะเห็นได้ว่ามีโครงการลักษณะนี้ และเม็ดเงินมหาศาลอย่างน่าประหลาดใจ นี่คือการโกงรูปแบบใหม่” ภาวุธกล่าว
ภาพ: เน้นคนบนโพเดียม


