×

ผ่ากฎหมาย ‘พ.ร.บ. โลกรวน’ ในมุมภาคประชาสังคม ต้องไม่จบที่ ‘ทุนนิยมสีเขียว’

โดย THE STANDARD TEAM
09.06.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกข้อเสนอภาคประชาสังคมต่อร่าง พ.ร.บ. โลกรวน เน้นปกป้องสิทธิประชาชน

‘ร่าง พ.ร.บ. โลกรวน’ เป็นชื่อลำลองของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … เป็นกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดฉบับหนึ่ง และกำลังถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากหากได้บังคับใช้ จะเป็นการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากระบบ ‘สมัครใจ’ ไปสู่ระบบ ‘ภาคบังคับ’ ในการควบคุมมลพิษและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

 
 

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการของร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวแล้ว เมื่อ 2 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา จากนั้น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียเป็น ครั้งที่ 3 ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย ในช่วงวันที่ 10 มีนาคม – 9 เมษายน 2569 เพื่อนำข้อเสนอแนะมา ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์และเป็นธรรมที่สุด

 

หลังจากนำข้อสรุปความคิดเห็นส่งกลับมาให้ ครม. ยืนยันแล้ว ก็จะดำเนินการยื่นร่างกฎหมายเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาตามลำดับ

 

โครงสร้างร่างกฎหมาย ‘พ.ร.บ. โลกรวน’ ฉบับรัฐบาล

 

ร่างกฎหมายฉบับนี้ประกอบด้วย 205 มาตรา แบ่งออกเป็น 14 หมวด และ บทเฉพาะกาล ใจความสำคัญ ประกอบด้วย

 

กลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ: เป็นการวาง รากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: ETS), มาตรการภาษีคาร์บอน (Carbon Tax), และการรับรอง ระบบ คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ให้เป็นมาตรฐานสากล

 

การจัดตั้งองค์กรและกองทุน: กำหนดให้มี คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ เพื่อคุมนโยบายภาพรวม และจัดตั้ง ‘กองทุนภูมิอากาศ’ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุน ช่วยเหลือทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กในการปรับตัวและเปลี่ยนผ่าน

 

อย่างไรก็ตาม THE STANDARD ได้ศึกษาข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของหน่วยงานและภาคประชาสังคม ได้แก่ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา หรือ Thai Climate Justice for All (TCJA), เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน หรือ Climate Finance Network of Thailand (CFNT), สภาองค์กรของผู้บริโภค และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

 

ข้อกังวลจากภาคประชาชนสังคมและบางหน่วยงานปรากฏขึ้นมาสอดคล้องพ้องกัน ว่า ร่างกฎหมายนี้มีฐานคิดแบบ ‘ทุนนิยมสีเขียว’ ที่มุ่งใช้กลไกตลาดเพื่อปกป้องเศรษฐกิจ มากกว่าการปกป้องสิทธิมนุษยชนและระบบนิเวศ สะท้อนผ่านข้อเสนอแนะใน 5 มิติหลัก ดังนี้

 

1. ฐานคิดและเป้าหมาย: เลิกเลื่อนลอยด้วย Net Zero สู่การลดก๊าซจริง Real Zero

 

TCJA ชี้ให้เห็นว่าเป้าหมาย Net Zero เป็นเพียงการชะลอหายนะ เพราะเปิดช่องให้กลุ่มทุนก่อมลพิษแล้วไปซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยได้ กฎหมายควรตั้งเป้าไปที่ Real Zero หรือการลดก๊าซจริงจนใกล้ศูนย์ที่แหล่งกำเนิด โดยไม่ต้องพึ่งการชดเชย (Offset)

 

พร้อมเสนอให้กฎหมายเปลี่ยนมุมมองที่มองธรรมชาติเป็นเพียงสินค้า ให้ไปสู่การยอมรับ ‘สิทธิของธรรมชาติ’ และสิทธิของประชาชนที่จะอยู่ในสภาพภูมิอากาศที่ดี

 

ขณะที่ กสม. เสนอว่าเป้าหมาย Net Zero ของไทยในปี ค.ศ. 2065 นั้นล่าช้าเกินไป และผลักภาระให้คนรุ่นหลัง จึงควรตั้งเป้าให้บรรลุภายในปี ค.ศ. 2050

 

2. โครงสร้างอำนาจ: ตัดวงจร ‘นายทุนทับซ้อน’ และเพิ่มอำนาจประชาชนคณะกรรมการนโยบายฯ

 

ในมุมของภาคประชาสังคม ร่างกฎหมายปัจจุบันถูกมองว่า รวมศูนย์อำนาจและเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุน สภาองค์กรของผู้บริโภค และ TCJA เสนอให้ ‘ตัดตัวแทนภาคเอกชน’ ที่เป็นกลุ่มผู้ปล่อยคาร์บอนรายใหญ่ออกจากบอร์ด เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์

 

โดยสภาองค์กรของผู้บริโภคเสนอให้ตั้ง ‘คณะกรรมการกึ่งอิสระ’ 7 คน จากผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐ ด้าน กสม. เรียกร้องให้เพิ่มสัดส่วนตัวแทนกลุ่มเปราะบาง เช่น เกษตรกร ชนเผ่าพื้นเมือง เยาวชน เข้าไปในบอร์ด

 

CFNT เสนอในเชิงบริหารว่า ควรดึงกระทรวงการคลังและกระทรวงต่างประเทศเข้าร่วม เพื่อกำหนดกลไกทางเศรษฐศาสตร์และการทูตให้สอดคล้องกับเวทีโลก

 

3. ตลาดคาร์บอน: เปิดช่องสู่สภาวะ ‘ฟอกเขียว’ หรือไม่

 

ความเห็นของทั้ง 4 องค์กร สะท้อนความกังวลอย่างยิ่งต่อกลไกราคาคาร์บอนและการซื้อขายสิทธิ (ETS)

 

TCJA ปฏิเสธกลไกคาร์บอนเครดิตในเชิงหลักการ โดยมองว่าเป็นการนำธรรมชาติมาเป็นสินค้าฟอกเขียวให้ผู้ก่อผลกระทบ สอดคล้องกับ กสม. ที่เตือนว่าโครงการเหล่านี้มักก่อให้เกิดการแย่งชิงที่ดินจากกลุ่มชาติพันธุ์ จึงเสนอเงื่อนไขเด็ดขาดว่า ต้องได้รับความยินยอมโดยสมัครใจและล่วงหน้า (FPIC) จากชุมชนก่อน

 

กสม. ยังเสนอให้บัญญัติความผิดฐาน ‘การฟอกเขียว’ (Greenwashing) โดยมีโทษปรับขั้นต่ำ 10 ล้านบาท หากธุรกิจบิดเบือนข้อมูลสิ่งแวดล้อม

 

CFNT เสนอให้บังคับใช้ ‘กลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ’ กับภาคเศรษฐกิจที่ปล่อยมลพิษสูงสุด เช่น ภาคพลังงาน (ที่ปล่อยก๊าซถึง 70%) เพื่อกดดันให้ลดการพึ่งพาฟอสซิลทันที

 

4. กองทุนภูมิอากาศ: ต้องเยียวยาความสูญเสีย ไม่ใช่อุ้มชูธุรกิจ

 

กสม. และ TCJA เน้นย้ำว่ากองทุนต้องรองรับความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบาง ทั้งในมิติเศรษฐกิจและการสูญเสียวิถีชีวิต กสม. ยังเสนอให้กันวงเงินกองทุน (Earmarking) อย่างน้อยร้อยละ 20 เป็นเงินให้เปล่าเพื่อชุมชนท้องถิ่นโดยตรง

 

ด้าน CFNT เสนอการหารายได้เข้ากองทุนผ่าน ‘ภาษีความมั่งคั่งคาร์บอน’ (Carbon Wealth Tax) จากผู้ถือครองสินทรัพย์คาร์บอนสูง และภาษีกำไรส่วนเกินจากธุรกิจฟอสซิล เพื่อนำไปดูแลแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่าน

 

และสภาองค์กรของผู้บริโภคเน้นย้ำว่า กองทุนต้องใช้ช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ชาวบ้าน ไม่ใช่ปล่อยกู้ให้ภาคเอกชนที่สามารถหาทุนจากสถาบันการเงินได้อยู่แล้ว

 

5. ข้อมูลต้องโปร่งใส และส่งเสริมสิทธิการฟ้องคดีภูมิอากาศ

 

สภาองค์กรของผู้บริโภคและ กสม. แสดงความเห็นต่อมาตราที่อ้างความลับทางการค้าในการปกปิดข้อมูลก๊าซเรือนกระจก โดยชี้ว่าก๊าซเหล่านี้คือ ‘มลพิษ’ ที่ประชาชนต้องมีสิทธิรับรู้ และต้องรายงานแบบระบุชนิดอุตสาหกรรมให้ชัดเจน

 

สภาองค์กรของผู้บริโภคชี้ว่า หากรัฐบาลทำไม่ได้ตามเป้าหมาย ถือเป็นความบกพร่องต่อหน้าที่และต้องชี้แจงสภาฯ ภายใน 90 วัน ขณะที่ กสม. เสนอบังคับให้ภาคธุรกิจทำกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชน (Human Rights Due Diligence) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

 

ทั้ง TCJA และ กสม. เสนอให้กฎหมายต้องรับรองสิทธิการฟ้องคดีภูมิอากาศ (Climate Litigation) เพื่อให้ประชาชนโต้แย้งและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐหรือกลุ่มทุนที่ทำลายสภาพภูมิอากาศได้ พร้อมทั้งเสนอให้มีกฎหมาย Anti-SLAPP เพื่อป้องกันการฟ้องปิดปากนักปกป้องสิ่งแวดล้อม

 

บทสรุป: ข้อเสนอรื้อโครงสร้าง คุ้มครองกลุ่มเปราะบาง

 

ข้อเสนอที่สอดประสานกันของทั้ง 4 องค์กร สะท้อนภาพชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตโลกรวนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลักที่ผลักภาระให้ธรรมชาติและผู้คนฐานรากได้อีกต่อไป

 

ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จำเป็นต้องรื้อโครงสร้างเพื่อยึดหลัก ‘ความยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ’ (Climate Justice) เป็นเข็มทิศ ควบคุมทุนก่อมลพิษ เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และมุ่งคุ้มครองผู้บริโภค ชุมชนท้องถิ่น และกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรก เพื่อให้ไทยก้าวข้ามวิกฤตินี้ไปได้อย่างเป็นธรรมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising