การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วงเที่ยงวันนี้ (29 พฤษภาคม) เข้าสู่ขั้นตอนการอภิปรายสรุปในญัตติด่วนขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ หลังจากเมื่อวานนี้ (28 พฤษภาคม) สมาชิกได้ใช้เวลาอภิปรายแสดงความเห็นแล้ว โดยก่อนการลงมติ สมาชิกผู้เสนอญัตติและตัวแทนพรรคการเมืองได้อภิปรายสรุป
ประเด็นสำคัญ
สส. ภูมิใจไทยชี้แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่จะช่วยยกระดับขนส่งไทย
พีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส. สตูล พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนโครงการ โดยระบุว่า แม้แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้ปัญหาได้ในข้ามคืน แต่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในรอบหลายสิบปีที่จะช่วยยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน โครงการนี้คาดว่าจะสร้างงานกว่า 2.8 แสนอัตรา เพิ่มจีดีพีร้อยละ 1.5 ต่อปี และลดเวลาการเดินเรือโลกได้ 3-4 วัน รวมทั้งสามารถขนส่งสินค้าจากจีนตอนใต้ไปยังท่าเรือระนองได้โดยตรงซึ่งลดเวลาได้ถึง 14 วัน
พีรพัฒน์เน้นย้ำถึงมิติด้านความมั่นคง โดยเปรียบเทียบช่องแคบฮอร์มุซที่มีการขนส่งน้ำมัน 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน กับช่องแคบมะละกาที่มีการขนส่งถึง 23.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากเกิดวิกฤตหรือการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบมะละกา ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
แลนด์บริดจ์จึงเป็นยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมและเพิ่มอำนาจต่อรองให้ประเทศ ในด้านสิ่งแวดล้อม โครงการจะใช้การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ESIA) ระบบท่าเรือสีเขียว (Green Port) สมาร์ทโลจิสติกส์ และเทคโนโลยีขุดอุโมงค์เพื่อรักษาแนวป่าและระบบนิเวศ โดยมองว่าการไม่ลงมือทำอะไรเลยคือสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับอนาคตของคนรุ่นหลัง
พรรคประชาชนเสนอยุทธศาสตร์พัฒนาระเบียบงเศรษฐกิจชีวภาพแทน
จากนั้น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายสรุปญัตติ โดยตั้งคำถามถึงฐานคิดของรัฐบาลว่า มอง 14 จังหวัดภาคใต้เป็นเพียงทางผ่านของซัพพลายเชนและตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์โลก หรือมองว่าเป็นบ้านเกิดที่ประชาชนต้องใช้ชีวิตประกอบอาชีพ ขณะที่การปัดตกญัตติไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญถือเป็นการดำเนินโครงการโดยไม่รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนและสมาชิกรัฐสภา
ณัฐพงษ์ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคใต้ที่ถูกละเลยมาตลอด 30 ปี ทั้งปัญหาเกษตรกรขาดสิทธิที่ดินทำกิน การเข้าถึงน้ำประปาต่ำ การกระจุกตัวของการท่องเที่ยว และปัญหาเด็กน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ใน 11 จังหวัดภาคใต้แม้จะเป็นแหล่งเกษตรกรรมสำคัญ พร้อมแสดงความกังวลว่าโครงการแลนด์บริดจ์อาจทำลายความมั่นคงทางที่ดิน ป่าชายเลน และทรัพยากรธรรมชาติที่ดึงดูดการท่องเที่ยว
หัวหน้าพรรคประชาชนได้เสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ (Southern Biodiversity Regeneration Corridor หรือ SBRC) แทนแลนด์บริดจ์และการร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) โดยใช้งบลงทุน 5 แสนล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่ ความมั่นคงในที่ดิน การเพิ่มมูลค่าเกษตรกรเกื้อกูลชีวภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและนิเวศ และบริการสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิต ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างการเติบโตของจีดีพีร้อยละ 4 ต่อปี และลดภาระหนี้สินได้ร้อยละ 30 โดยไม่ต้องออกกฎหมายรวบอำนาจจากส่วนกลาง
พรรประชาชาติเตือนรัฐบาล ยกบทเรียนความคุ้มค่าเมกะโปรเจกต์ในอดีต
ต่อมา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ อภิปรายเตือนสติรัฐบาล โดยอ้างอิงข้อเสนอแนะจากสำนักวิชาการของรัฐสภา 3 ประการ ได้แก่ รัฐบาลควรคิดช้าทำเร็วและวิเคราะห์ความคุ้มค่าอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันปัญหาการผูกขาดสัมปทานจากกลุ่มทุนเดิม ควรพิจารณาเปรียบเทียบผลการศึกษาจากทุกฝ่ายให้ถูกต้อง และควรวางยุทธศาสตร์ตำแหน่งของประเทศไทยในเศรษฐกิจโลกก่อนกำหนดโครงการก่อสร้างเป็นเป้าหมายหลัก
พ.ต.อ.ทวี แสดงความกังวลต่อโครงสร้างของคณะกรรมการที่ศึกษาโครงการนี้ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการเป็นหลัก ขาดการรับฟังเสียงจากประชาชน พร้อมยกตัวอย่างความผิดพลาดในอดีตจากโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน มูลค่ากว่า 1.7 แสนล้านบาท ที่มอบหมายให้หน่วยงานราชการรับผิดชอบจนเกิดปัญหาการออกแบบทับซ้อนกับรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน และปัญหาการสร้างทับพื้นที่มรดกโลกที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
นอกจากนี้ ยังระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เลย เนื่องจากขาดการวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและครอบคลุม
จากนั้นที่ประชุมได้เข้าสู่ขั้นตอนการลงมติ ผลการลงมติจากผู้เข้าร่วมประชุม 445 คน พบว่า เสียงข้างมาก 266 เสียง ต่อ 174 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง ส่งผลให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการดังกล่าว แต่มีมติเห็นชอบให้ส่งรายงานการศึกษาและความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป


