เวลา 15.47 น. ณรงค์ กลั่นวาริณ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ได้แถลงผลการประชุมพิจารณาสำนวนคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยมีมติเสียงข้างมากสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาบางส่วน จากผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 427 คน ที่ประชุม กกต. มีมติสั่งฟ้องแยกตาม 7 ข้อกล่าวหา ดังนี้
ข้อกล่าวหาที่ 1: ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง กรณีกรรมการบริหารพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกหรือไม่ได้รับเลือกเป็น สว.
กกต. มีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญาผู้ใด
ข้อกล่าวหาที่ 2: ตามมาตรา 76 วรรคสอง กรณีผู้สมัครยินยอมให้บุคคลในพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. กกต. มีมติไม่ยื่นคำร้องและไม่ดำเนินคดีอาญาผู้ใดเช่นกัน
ข้อกล่าวหาที่ 3: ตามมาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 กรณีแนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่ กกต. กำหนด มีผู้ถูกดำเนินคดี 36 ราย แบ่งเป็น สว. 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก สว. 1 ราย และบุคคลอื่น 9 ราย
ส่วนข้อกล่าวหาที่ 4-7: กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญารวม 77 ราย ครอบคลุมกรณีดังต่อไปนี้
- มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (1) จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดที่อาจคำนวณเป็นเงินได้
- มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด เพื่อจูงใจในการลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนน
- มาตรา 79 เรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด เพื่อลงสมัครหรือไม่ลงสมัครรับเลือกเพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครรายใด
- มาตรา 81 เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด
โดยทั้ง 3 ข้อหา กกต. มีมติส่งฟ้องจำนวนทั้งสิ้น 77 ราย ประกอบด้วย สว. ชุดปัจจุบัน จำนวน 26 คน, ผู้มีสิทธิเลือก สว. จำนวน 36 คน และบุคคลอื่น จำนวน 15 คน
ประธาน กกต. เปิดใจเกือบ 2 ชั่วโมง แจงเหตุพยานขาดน้ำหนัก
จากนั้นตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ประธาน กกต. ได้อธิบายถึงความเห็นส่วนตัวโดยสรุปว่า จากคำให้การและพยานหลักฐานต่างๆ ยังขาดน้ำหนักและความน่าเชื่อถือ พฤติการณ์บางประการทำให้เชื่อว่า มีมูลเหตุทางการเมือง หรือประเด็นส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง
ส่วนกรณีพยานรหัส 16/26 ที่กลับคำให้การนั้น ณรงค์กล่าวว่า ความเห็นส่วนตัวมองว่า ไม่สามารถรับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อหาที่ 1 เนื่องจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาไม่พบความผิดปกติ ขณะที่ข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ แม้จะพบว่ามีการโทรศัพท์หากันบ้าง แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการพูดคุยกันในเรื่องใด
“ผมเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน จึงให้ความสำคัญกับการชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยาน ทั้งในประเด็นภูมิหลังทางการเมือง ความสอดคล้องของคำให้การ และระยะเวลาที่พยานเข้าให้การหลังเกิดเหตุ” ณรงค์กล่าว
สำหรับการพบปะที่โรงแรมพูลแมนหลังการเลือก สว. ที่มีพยานกล่าวถึงการพบ เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด และ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่มีรายละเอียดหรือพยานหลักฐานชัดเจนว่า บุคคลทั้งสองเดินทางไปพบกันเพื่อดำเนินการเรื่องใด สามารถเป็นไปได้หลายทาง แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะชี้ว่ามีการกระทำความผิดตามข้อหาที่ 1
ย้ำกล้ามาสู้หน้าประชาชน เพราะมีการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นเกราะป้องกัน
“เราทำตามกรอบของกฎหมาย ที่ผมกล้ามานั่งสู้หน้าท่านตรงนี้ เรพาะผมเอาความจริงมาพูด ผมไม่ได้ปิดบัง ถ้าคนจะฟ้อง เราไปห้ามเขาไม่ได้ ผมก็ไม่ได้ท้าทายอะไร ท่านฟ้องเราก็คงชี้แจงให้ศาลทราบ ผมคิดว่า กกต. ทุกท่านไม่มีเกราะป้องกันเลย เกราะป้องกันของท่านคือการปฏิบัติตามกฎหมาย” ประธาน กกต. กล่าว
ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า เมื่อ กกต. มีมติสั่งฟ้องผู้ถูกร้องบางส่วนแล้ว จะมีโอกาสนำไปสู่การยื่นร้องเรียนต่อองค์กรต่างๆ ให้การเลือก สว. ที่ผ่านมาเป็นโมฆะหรือไม่นั้น ณรงค์ระบุว่า คงไม่สามารถตอบแทนใครได้ เพราะเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะดำเนินการตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงรายละเอียดของการลงมติว่า สัดส่วนของเสียงข้างและเสียงข้างน้อยในที่ประชุม กกต. ทั้ง 7 คน เป็นอย่างไร รวมถึงขอให้เปิดเผยรายชื่อ สว. 26 คน ที่มีมติสั่งฟ้องต่อศาลฎีกา โดยประธาน กกต. ชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวขอให้ติดตามจากเอกสารข่าวที่จะส่งให้สื่อมวลชน เนื่องจากรายละเอียดต่างๆ มีจำนวนมากและซับซ้อน










