×

‘วิกฤตที่ GDP มองไม่เห็น’ เมื่อ AI และชิปยังโต แต่ SMEs ในอาเซียนเริ่มล้มเป็นโดมิโน หลังสงครามลามลึก ต้นทุนพุ่ง-ซัพพลายสะดุด

23.05.2026
  • LOADING...
ภาพโรงงานกำลังการผลิตสูง มีสายการประกอบหลายสาย

แม้ตัวเลขเศรษฐกิจของหลายประเทศในอาเซียนยังดูทรงตัว และได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตต่อเนื่อง แต่ใต้ภาพรวมที่ยังดูแข็งแรงนั้น ภาคการผลิตในหลายอุตสาหกรรมกำลังเจอแรงกดดันที่ชัดขึ้น ทั้งการปิดโรงงาน, การลดกำลังผลิต ไปจนถึงการปลดพนักงาน หลังผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานทั่วภูมิภาค

 

เมื่อมาดูที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของ S&P Global สำหรับกลุ่มอาเซียน 11 ประเทศในเดือนเมษายนที่ผ่านมายังคงอยู่เหนือระดับ 50 จุด ซึ่งสะท้อนว่ากิจกรรมการผลิตโดยรวมยังขยายตัว แต่ดัชนีดังกล่าวลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน และชะลอลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง

 

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า ภาพรวมดังกล่าวอาจดูดีกว่าความเป็นจริง เพราะแรงส่งจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และกระแสความต้องการสินค้าเกี่ยวกับ AI กำลังช่วยพยุงตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งสวนทางกับอุตสาหกรรมดั้งเดิมจำนวนมากที่เริ่มส่งสัญญาณถดถอยลง

 

ขณะที่ มาเลเซีย เป็นหนึ่งในประเทศที่สะท้อนภาพดังกล่าวได้ชัดเจน แม้การส่งออกเดือนเมษายนยังเติบโตระดับเลขสองหลัก แต่การขยายตัวกระจุกตัวอยู่เพียงบางอุตสาหกรรม

 

เฟอร์ดาออส รอสลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ AmBank กล่าวว่า ความแข็งแกร่งของตัวเลขการค้ากำลังบดบังแรงกดดันที่เกิดขึ้นในหลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ โลจิสติกส์ และงานก่อสร้างบางพื้นที่ และต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจยังขับเคลื่อนต่อได้ เพราะแต่ละเครื่องยนต์ทำงานไม่เท่ากัน แต่แรงกดดันในภาคธุรกิจบางส่วนเริ่มรุนแรงขึ้น สัญญาณดังกล่าวเห็นได้ชัดในเมืองมัวร์ ซึ่งเป็นฐานการผลิตเฟอร์นิเจอร์ของมาเลเซีย โดยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โรงงานเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กมากกว่า 100 แห่งทยอยปิดกิจการไปแล้ว

 

โดยผู้ประกอบการรายงานว่า ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากสงครามในตะวันออก ซ้ำเติมภาระเดิมที่ยังได้รับผลจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในอดีต ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากขาดทุนอย่างหนัก และไม่สามารถรับมือได้ จนต้องปิดกิจการไป สอดคล้องกับผลสำรวจของสหพันธ์ผู้ผลิตมาเลเซียที่สำรวจผู้ประกอบการ 225 บริษัทในเดือนพฤษภาคม พบว่า 28% มีแผนลดกำลังคนหรือเริ่มปรับลดพนักงานแล้ว

 

เช่นเดียวกับ ฟิลิปปินส์กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในภูมิภาค โดยภาคการผลิตสูญเสียตำแหน่งงานกว่า 217,000 ตำแหน่งในเดือนมีนาคม หรือคิดเป็น 5 8% ของแรงงานภาคการผลิตทั้งหมด และในเวลาเดียวกัน PMI ภาคการผลิตลดลงเข้าสู่ภาวะหดตัว และกลายเป็นประเทศที่มีผลการดำเนินงานอ่อนแอที่สุดในกลุ่มเศรษฐกิจหลักของอาเซียน

 

มิเกล ชานโก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Pantheon Macroeconomics มองว่า ผู้ผลิตฟิลิปปินส์เจอแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน และกำลังซื้อที่อ่อนแอลง อีกปัจจัยสำคัญคือ ฟิลิปปินส์ไม่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI Hardware Boom มากนัก ต่างจากประเทศที่มีฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่

 

ขณะที่ภาครัฐยังมีเครื่องมือช่วยเหลือด้านพลังงานจำกัดกว่าอินโดนีเซียหรือมาเลเซีย

 

ไม่เว้นแม้แต่ เวียดนามกำลังเจอสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า เศรษฐกิจสองโลก ภายในภาคการผลิตเดียวกัน ด้านหนึ่ง การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตและช่วยประคองเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้าน อุตสาหกรรมดั้งเดิมเริ่มได้รับผลกระทบหนักขึ้น

 

แอนดรูว์ ฮาร์เกอร์ ผู้อำนวยการเศรษฐศาสตร์ของ S&P Global Market Intelligence รายงานว่า แม้ภาคการผลิตยังขยายตัว แต่ความเร็วในการเติบโตเริ่มลดลง ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่ชะลอตัว ทำให้มีความเสี่ยงที่ผลผลิตจะอ่อนแรงลงในระยะต่อไป และอุตสาหกรรมรองเท้าถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด หลังตลาดตะวันออกกลางชะงัก

 

ฝั่น ถิ ถั่ญ ซวน รองประธานสมาคมเครื่องหนัง รองเท้า และกระเป๋าเวียดนาม เปิดเผยว่า ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นราว 15% ส่วนวัตถุดิบที่อิงกับราคาน้ำมันปรับขึ้นมากกว่า 30% แต่โรงงานจำนวนมากไม่สามารถปรับราคาขายได้ เพราะสัญญาส่งออกส่วนใหญ่ทำไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตกอยู่กับผู้ผลิตโดยตรง

 

ผลกระทบเริ่มส่งผ่านมายังผู้ผลิตในไทยเช่นกัน ‘จอห์น ไฮแฮม’ ประธานฝ่ายการค้าของ Element 6 Evolution ผู้ผลิตเรือแข่งและเรือคาตามารันใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง เปิดเผยว่า บริษัทไม่สามารถนำเข้าเรซิน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของสายการผลิต จากดูไบผ่านเส้นทางเรือได้ตามปกติอีกต่อไป ทำให้บริษัทจำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้การขนส่งทางอากาศแบบเร่งด่วนเพื่อรักษาการผลิต การเปลี่ยนวิธีขนส่งดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 400% เมื่อรวมค่าโลจิสติกส์ และหากไม่ทำเช่นนี้ สายการผลิตอาจหยุดทั้งหมด

 

รวมถึงในอินโดนีเซีย สมาคมนายจ้างรายงานว่า ภาคการผลิต 10 จาก 16 อุตสาหกรรมเติบโตช้ากว่าเศรษฐกิจโดยรวมในไตรมาสแรก ปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันแนฟทาที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลาสติกโดยตรง ขณะเดียวกันผู้ผลิตรถยนต์เริ่มประเมินผลกระทบต่อซัพพลายเชน หลังต้นทุนและความล่าช้าในการส่งมอบเริ่มชัดเจนมากขึ้น

 

ด้านสิงคโปร์ แม้ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค แต่ผู้ประกอบการเริ่มปรับกลยุทธ์ด้วยการหันไปพึ่งฐานการผลิตใกล้บ้านมากขึ้น ทั้งในเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์–สิงคโปร์ และโรงงานในอินโดนีเซีย เพื่อลดความเสี่ยงจากต้นทุนขนส่งและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น

 

นักวิเคราะห์จาก CIMB Investment ประเมินว่า หากปัญหาซัพพลายเชนยังไม่คลี่คลาย ภาวะตึงตัวของวัตถุดิบอาจรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจของธนาคารกลางหลายแห่งพบว่า ผู้ประกอบการมีสต็อกวัตถุดิบเฉลี่ยเหลือเพียง 3-4 เดือน หมายความว่า ตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 เป็นต้นไป ความเสี่ยงด้านต้นทุนและการขาดแคลนวัตถุดิบจะเพิ่มมากขึ้น

 

โดย รอสลีจาก AmBank สรุปภาพสถานการณ์ว่า วิกฤตรอบนี้อาจเป็น ‘วิกฤตที่ GDP มองไม่เห็น’ เพราะผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ค่อยๆ ส่งผ่านจากต้นทุนพลังงานไปยังโลจิสติกส์ ซัพพลายเชน ผู้ผลิต และแรงงาน เหมือนโดมิโนที่ล้มต่อเนื่องทีละตัว

 

และท้ายที่สุด แม้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และกระแส AI จะยังช่วยพยุงเศรษฐกิจอาเซียนในภาพรวม แต่ในระดับภาคพื้นจริง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์, รองเท้า, พลาสติก, โลจิสติกส์ และการผลิตทั่วไป ส่งสัญญาณการปิดกิจการ ลดกำลังผลิต และปลดพนักงานเริ่มเกิดขึ้นแล้ว และกำลังสะท้อนให้เห็นว่า สงครามในตะวันออกไม่ได้กระทบเพียงตลาดพลังงาน แต่กำลังลามลึกเข้าสู่เศรษฐกิจจริงของภูมิภาคอย่างชัดเจน

 

ภาพ:STUSSY13/shutterstock

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories