×

Passive Income ที่จริงใจ ปันผลแบบไหนที่ใช่สำหรับเรา?

23.05.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแนวคิดการสร้าง Passive Income และการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน

ช่วงนี้เลื่อนฟีดแพลตฟอร์มไหน ก็เจอแต่คนรีวิวพอร์ต ‘หุ้นปันผล’ โชว์ยอดเงินโอนเข้าบัญชีกันเต็มไปหมด จนวัยรุ่นสร้างตัวหลายคนเริ่มเกิดอาการกลัวตกรถ อยากจะมี Passive Income เริดๆ ให้เงินทำงานแทนเราบ้าง จะได้รวยไวๆ

 

 
 

แต่ว่าก่อนจะรีบกำเงินกระโดดเข้าไปตามใครก็ไม่รู้ในโซเชียล เราต้องมาจูนมายด์เซ็ตกันก่อนว่า Passive Income ที่จริงใจ ไม่ใช่การรวยทางลัดข้ามคืน แต่มันคือการที่เราลงแรงและลงทุนอย่างหนักในช่วงเริ่มต้น แล้วปล่อยให้สินทรัพย์นั้นๆ ทำหน้าที่ผลิตกระแสเงินสดกลับมาให้เราในระยะยาว ซึ่งจริงๆ แล้วคำว่า ‘ปันผล’ หรือ ‘ดอกผล’ ไม่ได้มีแค่ในตลาดหุ้นนะ

 

วันนี้ จะพาไปดู 7 ไอเดีย Passive Income ทั้งช่วยสแกนข้อดี-ข้อควรระวัง พร้อมเรื่องภาษีที่หลายคนมักจะเผลอมองข้าม เพื่อให้เราวางแผนการเงินได้ปังและรัดกุมที่สุด

 

สแกน 7 ไอเดีย Passive Income ตัวไหนเหมาะกับเรา?

 

  • 1. หุ้นปันผล

 

ตัวท็อปของวงการ นี่คือการที่เราซื้อหุ้นของบริษัทที่ทำกำไรได้สม่ำเสมอ และเขาแบ่งกำไรนั้นมาจ่ายเป็นเงินสดให้เราทุกๆ ปี หรือครึ่งปี

 

ข้อดี: ถ้าเราเลือกบริษัทถูกตัว เราจะได้กระแสเงินสดเข้าบัญชีทุกปี (หรือปีละ 2 ครั้ง) ชนะเงินเฟ้อได้สบายๆ แถมถ้าบริษัทขยายกิจการจนโตขึ้น ราคาหุ้นก็อาจจะแพงขึ้น ทำให้เราได้กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เป็นเด้งที่สองด้วย

 

ข้อควรระวัง: ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูงมาก ราคาหุ้นมีขึ้นมีลงตามเศรษฐกิจ ถ้าราคาหุ้นตกหนัก เงินปันผลที่ได้มาอาจจะไม่คุ้มกับเงินต้นที่หดหายไป ที่สำคัญคือบริษัท ‘ไม่จำเป็น’ ต้องจ่ายปันผลทุกปีเสมอไป ปีไหนเศรษฐกิจแย่ ขาดทุน เขาก็สามารถประกาศงดจ่ายได้

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: เงินปันผลจากหุ้นจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ทันที แต่ความเริดคือ ถ้ารายได้รวมต่อปีของเรายังไม่สูง (ฐานภาษีเราต่ำกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลที่บริษัทนั้นเสีย) เราสามารถนำปันผลไปยื่นขอ ‘เครดิตภาษีเงินปันผล’ คืนจากกรมสรรพากรตอนต้นปีถัดไปได้ ถือเป็นสิทธิประโยชน์ของคนเล่นหุ้นเลย

 

เหมาะกับใคร: คนที่มีเงินเย็น รับความเสี่ยงจากราคาหุ้นที่เหวี่ยงไปมาได้ มีเวลาศึกษาอ่านงบการเงินของบริษัท และมองการลงทุนระยะยาว (5-10 ปีขึ้นไป)

 

  • 2. กองทุนรวมปันผล

 

สำหรับคนที่อยากลงทุนในหุ้นปันผล แต่ไม่มีเวลามานั่งจัดพอร์ตเอง กองทุนรวมตอบโจทย์มาก เพราะมีผู้จัดการกองทุน คอยคัดเลือกและจัดการนำเงินก้อนใหญ่นี้ไปกระจายซื้อหุ้นปันผลหลายๆ ตัวแทนเรา พอได้กำไรมา กองทุนก็จะเอามาจ่ายปันผลให้เราอีกที เรียกว่ากระจายความเสี่ยงให้เราเสร็จสรรพ

 

ข้อดี: กระจายความเสี่ยงได้ดี เพราะเงินเราถูกแบ่งไปซื้อหุ้นหลายบริษัท และใช้เงินเริ่มต้นน้อยมาก (หลักร้อยบาทก็ซื้อได้แล้ว) และที่สำคัญคือ ไม่ต้องปวดหัวมานั่งวิเคราะห์กราฟหรือเฝ้าหน้าจอเอง

 

ข้อควรระวัง: โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี เราต้องจ่าย ‘ค่าธรรมเนียมการจัดการ’ ให้กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทุกปี ที่ต่อให้ปีนั้นกองทุนจะขาดทุน เราก็ต้องจ่ายค่าจ้างให้เขาอยู่ดี และมูลค่าของกองทุนก็มีขึ้นลงตามสภาพตลาดหุ้นเช่นกัน

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: เงินปันผลจากกองทุนรวม จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% เหมือนหุ้น (ยกเว้นกองทุนตราสารหนี้) และ ‘ไม่สามารถขอเครดิตภาษีเงินปันผลได้’ แต่นักลงทุนมีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะยอมให้หัก 10% แล้วจบเลย (Final Tax) หรือจะนำไปรวมคำนวณภาษีตอนสิ้นปีเพื่อขอเงินคืนก็ได้

 

เหมาะกับใคร: มือใหม่หัดลงทุน คนที่ทำงานยุ่งจนไม่มีเวลาตามข่าว หรือคนที่อยากลงทุนในหุ้นต่างประเทศแต่ไม่อยากเปิดพอร์ตเองให้ยุ่งยาก

 

  • 3. พันธบัตรรัฐบาล

 

ฟีลเหมือนเราเป็นเจ้าหนี้ปล่อยกู้ให้รัฐบาล แล้วรัฐบาลก็จ่ายดอกเบี้ยให้เราตามกำหนดเวลา พอครบดีล (เช่น 3 ปี, 5 ปี, 10 ปี) ก็คืนเงินต้นให้เราครบทุกบาททุกสตางค์

 

ข้อดี: ความเสี่ยงต่ำมากถึงมากที่สุด (เพราะคนกู้คือประเทศ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเบี้ยวหนี้) ได้ดอกเบี้ยแทบจะชัวร์ๆ ตามรอบที่กำหนด นอนหลับสบายไม่ต้องลุ้นว่ากราฟจะแดงหรือเขียว (แต่ถ้าประเทศล้มก็ตัวใครตัวมันนะ)

 

ข้อควรระวัง: ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยมักจะต่ำกว่าการลงทุนในหุ้นค่อนข้างมาก และสภาพคล่องต่ำ เพราะเงินเราจะถูกล็อกไว้ตามระยะเวลาที่ตกลงกัน ถ้าจู่ๆ เราช็อตเงินอยากขายก่อนกำหนด อาจจะขายยากหรือต้องยอมขายขาดทุน

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: ดอกเบี้ยที่ได้รับจากพันธบัตร จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% (แต่ถ้ารายได้เราไม่เยอะ ฐานภาษีต่ำกว่า 15% ก็สามารถนำดอกเบี้ยที่ได้ไปยื่นรวมตอนสิ้นปีเพื่อ ‘ขอคืนภาษี’ ได้เหมือนกัน)

 

เหมาะกับใคร: สายคอนเซอร์เวทีฟ เน้นปกป้องเงินต้นเป็นหลัก รับความเสี่ยงได้ต่ำมาก หรือคนที่อยากหาที่พักเงินเพื่อรับกระแสเงินสดแบบชัวร์ๆ

 

  • 4. หุ้นกู้เอกชน

 

คอนเซปต์ฝาแฝดกับพันธบัตรรัฐบาลเลย แต่เปลี่ยนจากปล่อยกู้ให้ลุงๆ รัฐบาล มาเป็นปล่อยกู้ให้ ‘บริษัทเอกชน’ แทน (เช่น บริษัทมือถือ ปั๊มน้ำมัน หรือบริษัทอสังหาฯ ใหญ่ๆ ที่เราคุ้นชื่อ) โดยบริษัทจะแจกแจงชัดเจนเลยว่าจะขอกู้เงินเรากี่ปี และจะจ่ายดอกเบี้ยให้เราปีละกี่เปอร์เซ็นต์ พอครบกำหนดปุ๊บ เขาก็จะเอาเงินต้นมาคืนเรา

 

ข้อดี: ให้ดอกเบี้ยปังกว่าพันธบัตรรัฐบาลและเงินฝากธนาคารค่อนข้างเยอะเลย (ทั่วไปมักจะอยู่ที่เรต 3% – 5% หรือบางตัวสูงกว่านั้น) แถมได้กระแสเงินสดเข้ากระเป๋าเป๊ะๆ ตามรอบ ไม่ต้องลุ้นใจตุ๊มๆ ต่อมๆ เหมือนราคาหุ้น

 

ข้อควรระวัง: สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ ‘ความเสี่ยงในการเบี้ยวหนี้’ ถ้าเศรษฐกิจแย่แล้วบริษัทเจ๊งขึ้นมา เราอาจจะไม่ได้เงินต้นคืนเลย (ดังนั้นต้องดูเรตติ้งความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating ให้เป็น เน้นพวก AAA ถึง BBB- ไว้ก่อนจะปลอดภัย) และอีกเรื่องคือเงินเราจะถูกล็อกตามระยะเวลาสัญญา ถ้าอยากขายก่อนกำหนดจะหาคนซื้อต่อยากมาก

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: ดอกเบี้ยที่ได้รับจากหุ้นกู้ จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เงื่อนไขเหมือนพันธบัตรรัฐบาลเลย

 

เหมาะกับใคร: คนที่อยากได้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝาก รับความเสี่ยงได้มากกว่าพันธบัตรรัฐบาล มีเงินเย็นที่สามารถล็อกทิ้งไว้ได้ยาวๆ 2-5 ปีขึ้นไป และพอจะวิเคราะห์ความมั่นคงของบริษัทเอกชนเป็นด้วยนะ

 

  • 5. บัญชีเงินฝากดิจิทัลดอกเบี้ยสูง

 

อาจจะฟังดูน่าเบื่อและจำเจมาก แต่อย่างไรบัญชีเงินฝากก็ยังจำเป็นต้องมี ซึ่งสมัยนี้ก็มีบัญชีเงินฝากออนไลน์ที่ไม่มีสมุดคู่ฝาก แต่ทดแทนกันด้วยดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ (บางที่ให้สูงถึง 1.5% – 3.0% ต่อปี ในขณะที่ออมทรัพย์ธรรมดาให้แค่ 0.25%)

 

ข้อดี: สภาพคล่องสูงสุดๆ นึกอยากจะโอนเงินออกไปกินสุกี้เมื่อไหร่ก็ได้ เงินต้นไม่หายแน่นอน (รับประกันโดยสถาบันคุ้มครองเงินฝากตามวงเงินที่กำหนด)

 

ข้อควรระวัง: ธนาคารมักจะตั้งเพดานเอาไว้ เช่น ให้ดอกเบี้ยสูง 2.0% เฉพาะเงินฝาก 100,000 บาทแรกเท่านั้น ส่วนที่เกินจะให้แค่ 0.5% และธนาคารสามารถประกาศปรับลดดอกเบี้ยลงเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจเขา

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: ถ้าเราได้รับดอกเบี้ยเงินฝากรวมจากทุกบัญชี ทุกธนาคาร เกิน 20,000 บาทต่อปี ดอกเบี้ยทั้งหมดจะถูกสรรพากรหักภาษี 15% ตั้งแต่บาทแรกทันที (ใครเงินฝากเยอะๆ ต้องคำนวณดีๆ นะ)

 

เหมาะกับใคร: ทุกคนบนโลกใบนี้ โดยเฉพาะควรใช้เป็นหลุมหลบภัยสำหรับเก็บ ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’ (Emergency Fund) เพราะถอนง่ายและได้ดอกเบี้ยช่วยสู้เงินเฟ้อนิดหน่อย

 

 

อันนี้คืออาชีพเสือนอนกินคลาสสิกสุดๆ ของคนรวยสมัยก่อน คือการที่เราเอาเงินไปซื้อ บ้าน คอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม หรืออาคารพาณิชย์ มาเป็นชื่อของเราเอง แล้วประกาศหาคนมาเช่า พอถึงสิ้นเดือน ผู้เช่าก็ต้องโอน ‘ค่าเช่า’ ให้เราตามสัญญา

 

ข้อดี: เราได้ถือครองสินทรัพย์ที่จับต้องได้ ซึ่งในระยะยาวมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมักจะปรับตัวแพงขึ้นเรื่อยๆ ชนะเงินเฟ้อ และการเก็บค่าเช่าทุกเดือนก็เป็นกระแสเงินสดที่ทำให้เราชื่นใจสุดๆ

 

ข้อควรระวัง: ต้องใช้เงินก้อนใหญ่มากในการเริ่มต้น (หรือถ้าจะกู้ ก็ต้องมีเครดิตหน้าที่การงานที่ดีพอให้ธนาคารปล่อยกู้) สภาพคล่องต่ำสุดๆ ถ้าวันหนึ่งร้อนเงินอยากขายคอนโดทิ้ง มันก็ไม่ได้ขายออกได้ในวันสองวัน แถมยังต้องเตรียมปวดหัวกับปัญหาจุกจิก เช่น ผู้เช่าเบี้ยวจ่าย ท่อน้ำแตก แอร์เสีย ทำห้องพัง เราในฐานะเจ้าของต้องคอยตามล้างตามเช็ดอีก และไม่ใช่ทำเลทุกที่จะได้ราคาดีเท่ากันหมด ต้องศึกษาตลาดให้ดีนะ

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: รายได้จากค่าเช่า ถือเป็นรายได้ตามกฎหมายที่เราต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.) ด้วยนะ (จัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 5) และอาจจะมีภาระเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ต้องจ่ายเป็นรายปีแฝงอยู่ด้วย

 

เหมาะกับใคร: คนที่มีเงินก้อน หรือมีเครดิตกู้แบงก์ผ่าน มีเวลาไปดูแลทรัพย์สิน มีทักษะในการคัดกรองผู้เช่า และชอบการลงทุนที่มีสินทรัพย์จับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน

 

  • 7. ค่าลิขสิทธิ์

 

สายครีเอเตอร์ต้องเลิฟสิ่งนี้ เพราะคือการที่เราใช้ความสามารถส่วนตัว สร้างสรรค์ผลงานขึ้นมา 1 ชิ้น (เช่น วาดสติกเกอร์ไลน์ เขียน E-book ขายภาพถ่ายออนไลน์ แต่งเพลง หรือเขียนโปรแกรม) แล้วเอาผลงานนั้นไปวางขายบนแพลตฟอร์มต่างๆ พอมีคนมากดซื้อหรือกดใช้งาน ระบบก็จะแบ่งรายได้ (ค่าลิขสิทธิ์) ให้เราเรื่อยๆ ตลอดไป

 

ข้อดี: ลงแรงสร้างผลงานแค่อย่างหนักหน่วงแค่ครั้งเดียว (ต้นทุนทางการเงินอาจจะน้อยมาก ใช้แค่ไอเดียกับแรงงาน) แต่ผลงานนั้นสามารถทำงานทำเงินให้เราได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขยายสเกลการขายได้เรื่อยๆ ไม่มีขีดจำกัด

 

ข้อควรระวัง: ช่วงแรกจะเหนื่อยและท้อมาก เพราะสร้างเสร็จอาจจะขายไม่ออกเลยก็ได้ ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองและสะสมฐานแฟนคลับ แถมพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไว ผลงานเราอาจจะหมดความนิยมเมื่อไหร่ก็ได้

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: รายได้จากค่าลิขสิทธิ์ จัดเป็นเงินได้ประเภทมาตรา 40(3) เวลาคำนวณภาษี สรรพากรจะอนุญาตให้นำไปหักค่าใช้จ่ายได้ 50% (แต่ไม่เกิน 100,000 บาท) หรือหักตามค่าใช้จ่ายจริง แล้วค่อยนำไปเข้าตารางคำนวณภาษีแบบขั้นบันได

 

เหมาะกับใคร: สายผลิต สายครีเอทีฟ มีทักษะเฉพาะตัวสูง มีวินัย และมีความอดทนรอความสำเร็จได้

 

ปันผลที่มองไม่เห็น พลังของหุ้นเติบโต

 

นอกเหนือจากการโฟกัสที่กระแสเงินสดรับเข้ามือแล้ว บางครั้ง ‘หุ้นเติบโต’ หรือ Growth Stock ก็มีปันผลที่ดีเมื่อมองในระยะยาว ตัวอย่างเช่น หุ้นแอปเปิ้ล ที่แม้จะไม่มีปันผลรายทาง บริษัทแนวนี้จะเลือกเอา ‘กำไร’ ที่หามาได้ กลับไปลงทุนต่อยอด พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือขยายตลาดให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

 

ผลลัพธ์คือ มูลค่าของกิจการจะเติบโตแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้ ‘ราคาหุ้น’ ที่เราถืออยู่แพงขึ้นตามไปด้วย จากที่เคยซื้อหุ้นในราคา 1,000 บาท เวลาผ่านไป 10 ปี ราคาอาจจะพุ่งไปเป็น 5,000 บาท การที่มูลค่าพอร์ตของเราโตถือเป็นความมั่งคั่งที่ทรงพลังมากๆ และถ้าวันหนึ่งเราอยากใช้เงิน เราก็วางแผนทยอยขายหุ้น ออกมาทีละส่วน มันก็เปรียบเสมือนการสร้าง Passive income ให้ตัวเองใช้ไปเรื่อยๆ ได้เหมือนกัน

 

หมายเหตุ: ข้อมูลข้างต้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ มิใช่การชี้ชวนหรือให้คำแนะนำในการลงทุน

 

กฎเหมาเข่งของสรรพากร

 

ก่อนเริ่มลงทุน สิ่งที่ควรจำคือเรามีสิทธิขอคืนภาษีได้ แต่ก็มีเงื่อนไขของสรรพากรบางอย่างที่ต้องศึกษาให้ดี เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

การยื่นภาษีปันผลของหุ้นและกองทุน: เงินปันผลหุ้นและกองทุนรวมถือเป็นรายได้หมวดเดียวกัน หากเลือกจะยื่นขอคืนภาษี จะต้องนำปันผล ‘ทุกรายการ’ ที่ได้รับในปีนั้นมารวมคำนวณทั้งหมด จะเลือกยื่นแค่บางรายการไม่ได้

 

  • ฐานภาษี 0% (รายได้สุทธิไม่เกิน 1.5 แสนบาท/ปี) ควรยื่นขอคืน เพราะจะได้เงิน 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายกลับมาทั้งหมด
  • ฐานภาษี 10% ขึ้นไป แนะนำให้หัก 10% จบไปเลย (Final Tax) จะคุ้มกว่าถ้ายื่นรวมแล้วต้องเสียภาษีเพิ่ม

 

การยื่นภาษีดอกเบี้ยพันธบัตรและหุ้นกู้: หากจะนำดอกเบี้ยไปยื่นขอคืนภาษี ต้องนำ ‘รายได้ดอกเบี้ยทุกก้อน’ ที่ได้รับในปีนั้นมารวมยื่นทั้งหมด ไม่สามารถเลือกยื่นแค่บางบัญชีได้ ควรคำนวณเปรียบเทียบก่อนว่าการขอคืนภาษี กับการยอมให้หัก 15% จบไปตั้งแต่แรก แบบไหนส่งผลดีต่อกระเป๋าเงินของเรามากกว่ากัน

 

แล้วเราควรเลือกปันผลแบบไหน? คำตอบคือ ‘ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง’ เราสามารถใช้กลยุทธ์ จัดพอร์ตผสมผสานหลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน

 

อาจจะเริ่มจากเอาเงินสำรองฉุกเฉินไปพักไว้ใน บัญชีดิจิทัลดอกเบี้ยสูง จากนั้นพอมีรายได้พิเศษ ก็เอาไปซื้อ กองทุนรวมปันผล สะสมกระแสเงินสดทีละนิด ส่วนใครที่มีพลังมีไอเดียล้นเหลือ ก็ใช้เวลาว่างหลังเลิกงานมาสร้างผลงานรับ ค่าลิขสิทธิ์ เพิ่มช่องทางรายได้

 

การมี Passive Income ไม่ใช่เวทมนตร์หรือแชร์ลูกโซ่ แต่มันคือ ‘คณิตศาสตร์ + ความมีวินัย’ เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ศึกษาให้เข้าใจลึกซึ้ง และปล่อยให้เวลาและดอกเบี้ยทบต้นช่วยทำงานแทนเราไปยาวๆ

 

ภาพ: Photon photo / Shutterstock

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories