×

ศุภจี ไม่หวั่นคดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ลุยมาตรการเชิงรุก สกัดบัญชีม้ารัฐบาลพยุงเศรษฐกิจโต ไตรมาส​ 4 GDP ขยับ 2.5.% ยัน MOU ข้าวโพด GMO ไม่กระทบเกษตรกร

โดย THE STANDARD TEAM
20.05.2026
  • LOADING...
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (20 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดงานยกระดับรัฐบาลดิจิทัล ขับเคลื่อนการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล ภายใต้แนวคิด ‘ปลดล็อกข้อมูลภาครัฐ ลดภาระภาคประชาชน’ ในวันเดียวกันนี้ว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มุ่งขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ

 

ทั้งนี้ เน้นการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลระหว่างหน่วยงานรัฐกว่า 320 แห่ง เพื่อลดภาระการใช้เอกสารกระดาษ และประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 7,100 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นต้นไป ทุกหน่วยงานรัฐที่ขอข้อมูลเกี่ยวกับนิติบุคคลจากกระทรวงพาณิชย์ จะไม่ได้รับข้อมูลในรูปแบบเอกสารกระดาษอย่างเด็ดขาด เพื่อผลักดันให้ทุกหน่วยงานเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบดิจิทัล

 

ศุภจี กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงมาตรการเชิงรุกในการสกัดกั้นบัญชีม้า และการใช้ข้อมูลเพื่อตรวจสอบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายนอมินี ผ่านการบูรณาการฐานข้อมูลระดับชาติ โดยเมื่อบัญชีม้าจากบุคคลธรรมดาเริ่มขยายมาเป็นนิติบุคคลบัญชีม้า หากมายื่นจดทะเบียนจะถูกปิดกั้นโดยทันที

 

ทั้งนี้ ได้มีการร่วมตรวจสอบข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตรวจสอบว่าผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีประมาณ 13.4 ล้านคน ได้มาขอจดทะเบียนนิติบุคคลหรือไม่ เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง หรือการแอบอ้างใช้ชื่อผู้มีรายได้น้อยมาเป็นนอมินี พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลภาษีและประวัติอาชญากรรม รวมถึงเชื่อมต่อข้อมูลกับกรมสรรพากร เพื่อดูประวัติการเสียภาษี และเชื่อมกับศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) เพื่อตรวจสอบรายชื่อผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า

 

กระทรวงพาณิชย์ได้นำรายชื่อบัญชีม้าดำประมาณ 98,000 รายชื่อ มาตรวจสอบย้อนหลังในฐานข้อมูลนิติบุคคล 980,000 ราย ผลจากการใช้มาตรการตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 มี.ค. 2568 พบว่าการจดทะเบียนบริษัทเพื่อนำไปทำบัญชีม้าลดลงจากปีที่แล้ว ซึ่งมี 578 ราย เหลือเพียง 10 รายเท่านั้น

 

ศุภจี กล่าวอีกว่า ประเภทข้อมูลที่เชื่อมโยงมีข้อมูลพื้นฐาน 8 รายการ เช่น รายชื่อผู้ถือหุ้น หนังสือรับรองบริษัท หนังสือบริคณห์สนธิ และงบการเงิน ซึ่งปกติประชาชนต้องสั่งพิมพ์และเซ็นรับรองเพื่อนำไปยื่นต่อหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ศาล สถานีตำรวจ กรมที่ดิน หรือกรมสรรพากร ประโยชน์ที่ได้รับ คือ ความรวดเร็วและความแม่นยำ โดยข้อมูลจะอยู่ในรูปแบบเรียลไทม์ ทำให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยที่สุด และลดปัญหาความไม่โปร่งใส

 

ศุภจี ยังยืนยันถึงการที่ภาคเอกชนไทยลงนาม MOU กับสหรัฐอเมริกา เพื่อนำเข้าข้าวโพด GMO จำนวน 1 ล้านตันว่า จะไม่กระทบเกษตรกรไทย เนื่องจากไม่ใช่สัญญาซื้อขาย แต่เป็นเพียงกรอบความร่วมมือและทางเลือกสำรอง หากเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยย้ำว่าไม่ได้เป็นการนำเข้าเพิ่ม และยังอยู่ภายใต้โควตานำเข้าตามกรอบองค์การการค้าโลก (WTO)

 

ศุภจี ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดและวัตถุดิบอาหารสัตว์มากกว่า 20 ล้านตัน โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องใช้ราว 9 ล้านตัน แต่กำลังผลิตในประเทศมีเพียง 5 ล้านตัน ทำให้ขาดอยู่ประมาณ 4 ล้านตัน จึงต้องใช้วัตถุดิบทดแทน เช่น ปลายข้าว รำข้าว และมันเส้น รวมถึงนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการนำเข้าจากกัมพูชาหยุดชะงัก ขณะที่เมียนมาลดลงจากมาตรการควบคุมการเผา ส่วนลาวนำเข้าได้ราว 1.5 ล้านตัน และมีโควตานำเข้าภายใต้ WTO อีก 1 ล้านตัน ทำให้ภาคเอกชนด้านอาหารสัตว์กังวลเรื่องวัตถุดิบในห่วงโซ่การผลิต จึงทำ MOU ไว้เป็นทางเลือก

 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ย้ำว่ามีมาตรการปกป้องเกษตรกรไทยอยู่แล้ว โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรับซื้อผลผลิตในประเทศก่อนจึงจะนำเข้าได้ ภายใต้สัดส่วน 3 ต่อ 1 พร้อมควบคุมราคาขั้นต่ำไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาข้าวโพดในประเทศและรายได้ของเกษตรกร โดยยืนยันอีกครั้งว่า กรณีนี้ไม่ใช่การสั่งนำเข้าข้าวโพดเพิ่มจากต่างประเทศแต่อย่างใด

 

ไม่กังวล ศาล รธน. รับคำร้อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

 

ศุภจี ยังกล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของฝ่ายค้านให้วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะทำให้งานรัฐบาลสะดุดหรือไม่ ว่า ไม่มีความกังวล เราตั้งใจทำอะไร เรารู้อยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพายุเกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้อาจจะเห็นว่า GDP ของประเทศดูดี แต่ไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว GDP ถูกประมาณการไว้อยู่ที่ 0.3% รัฐบาลพยายามทำกิจกรรมทุกอย่าง เช่น Quick Big Win ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ แม้จะเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ แต่ก็ช่วยผลักดันเต็มที่ ทำให้ GDP ขยับตัวขึ้นมา 2.5% ในไตรมาส 4 เป็นเหมือนลมใต้ปีก

 

พอมาที่เดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ จะเห็นว่าการส่งออกดีมาก เป็นประวัติการณ์ ดังนั้น ไตรมาส 1 ที่เกิดผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน มาถึงเดือนมีนาคม ซึ่งยังไม่เต็มรูปแบบ ทุกอย่างยังเหมือนลมส่งมา GDP ยังขึ้นอยู่ แต่ถ้าหยุดหรือไม่ได้ทำอะไรต่อ จะหมุนกลับมา ไม่สามารถพยุงกลับขึ้นมาได้เหมือนเดิม

 

ศุภจี กล่าวต่อว่า วิธีการที่กระทรวงพาณิชย์ทำงานคือ ทำก่อนที่จะเกิด เพราะหากเกิดขึ้นแล้ว ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เนื่องจากมีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ทั้งต่อประชาชนและผู้ประกอบการ จึงพยายามป้องกันและตัดตอนไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น

 

ศุภจี ยังกล่าวถึงกระแสตอบรับโครงการไทยช่วยไทย ว่า ถือว่ากระแสตอบรับดี กระทรวงพาณิชย์มีการสำรวจความพึงพอใจอยู่ตลอด โดยการทำงานเป็นลักษณะบูรณาการร่วมกันทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์ เพราะความตั้งใจที่ทำโครงการนี้มาจากวิกฤตราคาน้ำมัน และผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน จึงหาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ราคาถูก เข้าถึงได้ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน

 

ทั้งนี้ วันที่ 4 มิถุนายน จะมีคูปองให้กับผู้ซื้อสินค้า สามารถนำไปลดราคาได้ 100 บาท เพื่อช่วยลดภาระทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ พร้อมทั้งส่งเสริมสินค้าเอสเอ็มอี และสินค้าชุมชนให้สามารถเติบโตและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising